Welcome to Blog ห้องสมุดความรู้ หากท่านถูกใจ ฝากกดแชร์( Like) (G+) (Tweet) ด้วยนะครับ เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีมงานและผู้จัด ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง เฮงๆรวยๆ #4289

เข็มทิศการเงิน

ทำไม "เรา" ถึง "ยังไม่รวย" จาก เข็มทิศการเงิน

จาก"หนูอยากรวย"โพสต์ไว้นานแล้ว ซึ่งคัดบางส่วนมาจากหนังสือ "เข็มทิศการเงิน"
http://topicstock.pantip.com/silom/topicstock/2008/09/B7045414/B7045414.html
http://topicstock.pantip.com/silom/topicstock/2008/10/B7054232/B7054232.html

--------------
"เมื่อไรเราจะรวย"
--------------

คน ส่วนใหญ่จะได้เรียนรู้อะไรบางอย่างก็เมื่อตอนเราเจอเคราะห์ร้ายแบบเต็มๆ เพราะอะไรถึงเป็นอย่างนั้นหรือครับ ก็เพราะว่าการอยู่อย่างเดิมโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร ทำได้ง่ายกว่า เรามักทำสิ่งต่างๆแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเราทำอย่างนั้นไม่ได้อีกต่อไป ลองดูเรื่องสุขภาพ เราจะเปลี่ยนตัวเองมาดูแลสุขภาพอย่างจริงจังเมื่อเราเริ่มเป็นโรคร้ายอะไร สักอย่าง เพราะเราถูกฝึกมาแบบนี้ตั้งแต่เด็ก คือหากไม่ใกล้สอบก็จะไม่ขวนขวายอ่านหนังสือ , หากเงินไม่ใกล้จะหมด ก็จะไม่เริ่มประหยัด, พอโตขึ้นมา แม้งานที่ทำจะไม่ก้าวหน้า แต่คนส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะเปลี่ยน จนกระทั่งเจ้านายเริ่มเขม่นที่จะไล่เราออก จึงเริ่มหางานใหม่

ในด้าน การเงิน คนส่วนใหญ่ก็ทำงานและพยายามใช้จ่ายให้ดี แค่นั้นพอ ไม่คิดจะทำอะไรมากไปกว่านั้น เพราะรู้สึกว่ามันยุ่งยาก และเป็นเรื่องไกลตัว จนกระทั่งเศรษฐกิจเริ่มแย่ , เงินเริ่มไม่พอใช้, หรือ เมื่อเราต้องการเงินก้อนแต่ไม่มี เราจึงเริ่มคิดการออมอย่างจริงจัง, หรือบางคน ไม่เป็นหนี้ ไม่เริ่มคิดเรื่องเงิน!

ในขณะคนที่จะรวย มักจะคิดอะไรเป็นเรื่องของเงินเกือบตลอดเวลา จนบางครั้งเรามักบ่นเพื่อนรวยว่า คิดอะไรเป็นเงินเป็นทองไปเสียหมด หรือ อาจเรียกว่า “งก” บ้างก็มี แต่สุดท้ายเพื่อนเหล่านี้จะประสบความสำเร็จทางการเงิน ในขณะที่เรายังวนเวียนอยู่ในเขาวงกตแห่งความจน ดังนั้น จงอย่าถามว่า เมื่อไรจะรวย จงเริ่มลงมือทำตั้งแต่บัดนี้ เริ่มที่จะเรียนรู้ ศึกษา ปรับความคิดตั้งแต่บัดนี้เพราะมันต้องใช้เวลา

-------------------------------------
ตั๋วเดินทางสู่อิสรภาพทางการเงิน มีพร้อมสำหรับทุกคน
-------------------------------------
อนาคต เป็นสิ่งที่สดใสเสมอ สำหรับผู้ที่เตรียมพร้อมในวันนี้ ผมเคยสัมภาษณ์คนที่ปัจจุบันประสบความสำเร็จในชีวิตหลายๆคน เช่นคุณน้าผม ซึ่งมาจากต่างจังหวัดและมาทำขายข้าวแกงให้นักศึกษาอยู่หลายปี และมาเปิดหอพักเล็กๆอีกหลายปี และต่อมาก็เป็นเจ้าของ อพาทเม้นท์ หลังหนึ่ง และหลังที่สองและสามก็ตามมาในเวลาอันสั้น คนอื่นๆที่รวยแล้วก็มีลักษณะคล้ายๆกันคือ เริ่มต้นค่อยๆมีเงินขึ้นมาอย่างช้าๆ แต่ยังไม่เรียกว่ารวย จนมาถึงจุดหนึ่งที่เขาเริ่มคิดแบบคนรวยได้ และประสบการณ์ในความสำเร็จที่มากขึ้น มันต่อยอดความรวยเพิ่มอย่างรวดเร็ว เงินต่อเงิน ยิ่งทำให้รวยเร็วขึ้น และเมื่อรวยถึงระดับหนึ่ง สิ่งที่สำคัญกว่าการต่อยอดความรวยคือ การรักษาสถานะให้มั่นคงหรือ รวยอย่างมั่นคง ไม่วูบล้มไปอีก

การมีอิสรภาพทางการเงินเป็นไปได้ สำหรับทุกคน เพียงแต่เมื่อไรเท่านั้นเอง ตามหลักการของพ่อรวยสอนลูกนั้น ยิ่งนาน เงินออมยิ่งสร้างกระแสเงินมากขึ้น ในตอนแรกๆ จะเห็นผลช้า เหมือนการต้มน้ำเย็น ที่ตอนแรก คุณก็นั่งมองว่ามันไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไร น้ำดูเหมือนอุณหภูมิไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่พอน้ำเริ่มมีฟองอากาศ มันก็เริ่มเดือดอย่างรวดเร็ว ในตอนท้าย

ดังนั้นแม้คุณตอนนี้จะ เริ่มจากการออมเพียงไม่เยอะ แต่เมื่อมากถึงจุดหนึ่งมันจะเพิ่มอย่างรวดเร็ว ซึ่งคนที่อ่านหนังสือผมมักจะถามว่า ทำอย่างไรให้รวยในทันที ซึ่งผมบอกไปว่า “ไม่มี” แต่สิ่งที่มีแน่ๆคือค่อยๆรวย จนวันหนึ่งเราก็มีอิสรภาพทางการเงิน อาจเป็นจุดที่เราเกษียณพอดี หรือ ก่อนหน้านั้นถ้าเราเก่งพอ (เดี๋ยวจะสอนให้บทต่อๆไป)

---------------------------
คนที่คิดว่า ตัวเองจะไม่รวย ก็จะไม่รวย
---------------------------

ความ รวยเป็นสิ่งที่ใครๆก็ต้องการ แต่ถ้าลองไปถามคนที่ยังไม่รวย 100 คน พบว่า 80 คนจะบอกว่า “ชาตินี้คงไม่สามารถรวยขึ้นมาได้” ทำไมจึงเป็นแบบนี้ แต่ถ้าลองไปถามคนที่เริ่มมีฐานะดีขึ้นมา หรือเริ่มจะรวยแล้ว เขาจะตอบว่า “ใครๆก็สามารถรวยขึ้นมาได้ การมีเงินล้านไม่ใช่เรื่องยากเลย” แล้วทำไมจึงเป็นเช่นนี้ นั่นเพราะมุมมองเรื่องการจะรวยได้มันต่างกัน

เมื่อ คนเราคิดว่าตัวเองมีโอกาสน้อยที่จะมีรวยขึ้นมาได้ แรงบันดาลใจ หรือความมุ่งมั่นที่อยากรวยมันก็ไม่มี และคนเราถ้าขาดความมุ่งมั่น ก็ยากที่จะทำสิ่งที่ต้องการได้สำเร็จ อย่างที่ สมจิตร จงจอหอ นักชกเหรียญทองโอลิมปิก สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ที่เขามีวันนี้ได้เพราะ “ความมุ่งมั่นที่จะเอาเหรียญโอลิมปิกมาให้ได้ และเขาก็พยายามอย่างไม่ยอมแพ้มากว่า 12 ปีเต็ม และวันนี้ เขาก็ทำความฝันนั้นสำเร็จได้”

เห็นมั้ยครับว่า ถ้าเรามุ่งมั่นในสิ่งใด พยายามทำแล้วทำอีก ทำแล้วทำอีก อย่างไม่ยอมแพ้ สักวันเราก็จะทำสิ่งนั้นสำเร็จ แต่ใครกันที่จะทำสิ่งหนึ่ง แบบทำแล้วทำอีก แม้จะล้มเหลว ก็ยังทำแล้วทำอีก? ตอบง่ายๆว่า ก็คือคนทุกๆคนที่มีแรงบันดาลใจ หรือพลังใจที่เต็มเปี่ยม เพราะมันคือแรงผลักดันให้เราสู้ และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่อาจจะมีเข้ามา

ดัง นั้น ข้อแรกที่อยากแนะนำคือ คุณเชื่อผมเถอะว่า ใครๆก็มีโอกาสที่จะรวยขึ้นมาได้ ขอให้เริ่มจากความศรัทธาว่าคุณเองก็รวยได้ ส่วนความคิดบางอย่างที่เคยมีเช่น “ในโลกนี้มีเงินไม่มากพอให้ทุกคนรวยหรอก” , “คนทำผิดเป็นคนโง่” , “คนไม่มีปริญญาอย่างเรา ไปไหนได้ไม่ไกล” , “ฉันไม่มีวันรวยแบบเขาแน่” ฯลฯ ความคิดพวกนี้ ก็เหมือนที่เขาเชื่อว่า “โลกแบน” หรือ “มนุษย์ไม่มีทางไปดวงจันทร์ได้” นั่นแหละ มันเป็นเพียงความเชื่อที่ผิดๆ

-----------------------
ผลตอบแทน คือคำตอบความรวย
-----------------------
มหัศจรรย์แห่งดอกเบี้ย
ความ ลับของความรวย ที่สำคัญอีกอย่างที่คนรวยมักจะรู้ แต่คนทั่วไปอาจไม่รู้คือ พลังของดอกเบี้ย ซึ่งท่านอาจไม่คิดว่าดอกเบี้ยเพียงปีละ 10% คือการฝากเงินไว้ 100 บาทแล้วได้ดอกเบี้ยปีละ 10 บาทนี่แหละ จะมีความมหัศจรรย์เพียงนี้ ขอยกตัวอย่าง การออมเงินของ ฝาแฝด กอ และ ขอ
ตัวอย่าง นาย ก. เริ่มเก็บเงินเดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่อายุ 25 ปี และเลิกเก็บเมื่ออายุ 35 ปี (ใช้เวลาเก็บ 10 ปี) หลังจากนั้น นาย ก. ก็ปล่อยให้เงินเก็บก้อนนั้นโตไปเรื่อยๆ จนอายุ 65 ปี

ตัวอย่าง นาย ข. ช่วงแรกๆ ชอบเที่ยวจึงไม่ได้เก็บเงิน และมาเริ่มเก็บเมื่ออายุ 30 ปี ( เริ่มช้ากว่านาย ก. 5 ปี) แต่นาย ข. มุ่งมั่นที่จะเก็บเงินอย่างสม่ำเสมอ เดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่อายุ 30 จนกระทั่ง อายุ 65 ปี ( ใช้เวลาเก็บ 35 ปี)

หากการเก็บเงินของคนทั้งคู่ เป็นการเก็บโดยการใส่กระปุก แล้วฝังดินเอาไว้ คือไม่มีผลตอบแทนจากดอกเบี้ยหรือ การลงทุนใดๆ
นาย ก. จะมีเงินเก็บเมื่ออายุ 65 ปี = 2,000 x 12 x 10 = 240,000 บาท
นาย ข. จะมีเงินเก็บเมื่ออายุ 65 ปี = 2,000 x 12 x 35 = 840,000 บาท

แต่หากทั้งคู่นำเงิน ไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสัก 10% ต่อปี พลังของดอกเบี้ยจะทำให้
นาย ก. จะมีเงินเก็บเมื่ออายุ 65 ปี = 7,340,000 บาท
นาย ข. จะมีเงินเก็บเมื่ออายุ 65 ปี = 7,150,000 บาท

ข้อสังเกต
- ด้วยความสามารถพิเศษของดอกเบี้ย ทำให้เงินของทั้งคู่เพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าตัว จากการ นำเงินไปฝังดิน(ไม่ลงทุนเลย)
- พลังของดอกเบี้ยนี้เอง ทำให้นาย ก. ซึ่งเก็บเงินน้อยกว่านาย ข. แต่มีเงิน เมื่ออายุ 65 มากกว่า นาย ข.
- ** นี่คือ หลักการ “ให้เงินทำงานแทนเรา” เพราะนาย ก. เลิกเก็บเงินตั้งแต่ อายุ 35 แต่นาย ข. ขยันเก็บมาเรื่อยๆ
- ผลตอบแทนที่ ทบต้น จะทำให้เราได้เงินเพิ่มแบบ “ทวีคูณ” เช่น ในปีที่ 66 กับดอกเบี้ย 10% ทั้งคู่จะได้อีก ปีละ 700,000 กว่าบาท ( นี่แหละ ทำไมคนรวย ถึงยิ่งรวย เพราะใช้เพียงแค่ ดอกเบี้ย ก็พอกินแล้ว)

นี่หากท่านคิดว่า พลังของดอกเบี้ย ยังไม่มหัศจรรย์อีก ลอง ยกตัวอย่างใหม่ ดังนี้
ตัวอย่าง (ตามชีวิตจริง) หาก นาย ก. รู้จักวิธีการลงทุน และ ทำผลตอบแทนได้ปีละ 20% ในขณะที่ นาย ข. ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการลงทุน จึงนำเงินไปฝากประจำ ได้ดอกเบี้ยปีละ 3% ด้วยวิธีเก็บเงินแบบเดิม

กับผลตอบแทน 20% เมื่ออายุ 65 นาย ก. จะมีเงิน 177 ล้านบาท
กับผลตอบแทน 3% เมื่ออายุ 65 นาย ข. จะมีเงิน 1 ล้าน 5 แสน บาท
แทบ ไม่น่าเชื่อ กับคำตอบที่คำนวณได้ ผมเองยังทึ่งใน ความสามารถของ ดอกเบี้ยจริงๆ ดังนั้น เคล็ดลับความรวย อยู่ที่ การบริหารเงิน ไม่ใช่การหาเงิน



***** อันนี้เพิ่มเติมนะครับ สำหรับหัวข้อ "มหัศจรรย์แห่งดอกเบี้ย"
หลายท่านอาจจะแย้งว่า ในปัจจุบันนี้หาผลตอบแทนที่เกิน 4% นี่ก็รากเลือดกันแล้ว มันเพ้ิอฝันมากกับ return 10%
ความจริงผมอ่านหัวข้อนี่เสร็จมันมีความหมายโดยนัยอย่างนึง(อาจจะมากกว่านี้)นั่นคือสอนเราในเรื่องการให้เงินมันทำงานแทนเรา
ไม่ ใช่สักแต่ว่าทำงานประจำหนักอดออมกันหน้าเขียวอย่างเดียวอย่างนั้นนะไม่จนแน่ แต่ก็ไม่รวย เข้าทำนองที่ว่า Work Smart but not Work hard
แต่ถ้าจะ Work Hard ตลอดก็อย่าลืมดูแลสุขภาพกันด้วย เพราะคุณไม่สามาระ Work Hard ได้ตลอดชีวิต แต่คุณต้อง Work Smart ตลอดชีวิตมากกว่า

OK พอเท่านี้ก่อน เดี๋ยวจะโชว์โง่ไปมากกว่านี้ อิอิ

-----------
"รวยแล้วถึงรู้"
-----------

คน หลายคนเมื่อเริ่มต้นชีวิตการทำงาน อาจคิดเหมือนพ่อผม ที่คิดว่า “ตอนหนุ่มมีแรง ก็ทำงานให้เต็มที่ แล้วค่อยๆ ออมเงินไว้ตอนแก่จะได้สบาย ได้ไปเที่ยวรอบโลก” แต่เอาจริงๆ พ่อเริ่มมีลูก ค่าใช้จ่ายก็เพิ่ม ต้องส่งลูกเรียน และ พอแก่ตัวลง สุขภาพก็เริ่มแย่ ต้องเอาเงินที่หามาได้ จ่ายคืนเป็นค่ารักษาสุขภาพร่างกายที่ใช้ไปอย่างหนัก ในตอนหนุ่มกลับคืนมา เปรียบดั่งสุภาษิต คนที่วิ่งตามเงาตัวเอง วิ่งอย่างไรก็ไล่ตามเงานั้นไม่ทัน ซึ่งแม้ผมจะเห็นคุณพ่อเป็นบทเรียนที่ไม่ถูกต้องแล้ว แต่ผมก็เริ่มต้นการทำงานด้วยความคิดแบบเดียวกับท่าน เพราะผมมองไม่เห็นหนทางอื่น นอกจากทำงานให้ดีที่สุด แล้วเก็บเงินให้มากๆ จนสุดท้ายผมก็พลาดและเป็นหนี้ จึงได้เรียนรู้ว่าวิธีแบบนี้ มันผิด!

ชีวิต ของคนทำงานเหมือน อยู่ในเขาวงกต หาทางออกไม่ได้ ผมเคยคิดกับตัวเองว่า ทำไมสิ่งดีๆ มันไม่เกิดกับผมบ้าง ทำไมผมจึงมองหาโอกาสดีๆที่จะลงทุน แบบเพื่อนรวยของผมไม่ได้ , ทำไมพอผมทำธุรกิจ มันก็ล้มเหลว, หรือธุรกิจที่ผมคิดจะทำแต่ไม่กล้าเริ่ม พอคนอื่นทำแล้วเจริญรุ่งเรือง ? มันเป็นคำถามที่ค้างคาใจผมมาก ยิ่งได้เห็นเพื่อนร่วมรุ่น ประสบความสำเร็จไปทีละคน ไอ้คนที่รวยก็รวยขึ้นไปเรื่อยๆ ส่วนเพื่อนกลุ่มที่ธรรมดา ก็ใช้ชีวิตแบบธรรมดาต่อไป

แต่ผมโชคดีที่ มีเพื่อนดี นั่นคือเพื่อนที่ผมเรียกว่า “เพื่อนรวย” นั่นเอง เพราะเขาเป็นคนที่มีความคิดที่ดี และทำอะไรให้ผมทึ่งได้เสมอเลย เขาสอนผมว่า สิ่งแรกที่ต้องฝึกคือการมองโลกในแง่บวก แล้วทุกอย่างในชีวิตจะดีขึ้นเอง ปัญหาทาการเงินที่ว่ายากๆ ก็จะแก้ไขได้ไม่ยาก เพราะเหรียญมันมีสองด้านเสมอ ให้ผมฝึกที่จะมองเหรียญในด้านบวก แล้วสิ่งดีๆจะตามมาเอง มันเป็นความน่าอัศจรรย์ที่เพื่อนผมบอกไม่ได้ว่าทำไม แต่เขาย้ำให้ผมลองฝึกดู ซึ่งในช่วงแรกของการเริ่มคิดบวก ชีวิตผมก็ยังเหมือนเดิม แต่ความพยายามที่จะฝืนมองบวกไปเรื่อยๆ จนเกิดเป็นนิสัย แล้วต่อจากนั้น ผมไม่ใช่แค่ “คิดบวก” แต่ผม “รู้สึกได้ถึงด้านบวก” ของสิ่งต่างๆ ซึ่งสำหรับคนที่ทางครอบครัวไม่เคยปลูกฝังความคิดแบบนี้ หรือทำให้ดูเป็นตัวอย่าง อาจไม่เข้าใจว่าทำอย่างไร แต่ความคิดที่ดีๆ สามารถถ่ายทอดต่อได้ อย่างในครอบครัวคนจีน จะถูกปลูกฝังเรื่องการทำธุรกิจโดยการกระทำให้เห็นจน รุ่นลูกก็มีทัศนะคติในการค้าขาย จากการเห็นพ่อแม่คุยเรื่องการค้ามากๆ

สำหรับ ตัวผมเอง ผมไม่รู้ว่า การมองโลกในด้านบวก แล้วชีวิตเริ่มดีขึ้น หรือ ชีวิตผมเริ่มดีขึ้น ผมจึงเริ่มมองโลกในด้านบวก (ไม่รู้ว่า อะไรเกิดขึ้นก่อน) แต่สิ่งสองอย่างนี้ มันเกิดขึ้นต่อเนื่อง คู่กันมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ ผมเริ่ม ปรับปรุงรูปแบบการใช้ชีวิต และแล้ว เงินทองก็ไหลเข้ามาหาผมเรื่อยๆ อย่างน่าอัศจรรย์จริงๆ

หากจะระบุ เฉพาะในเรื่องของเงินๆทองๆ หรือ เรื่องทัศนคติ เกี่ยวกับการเงิน ผมบอกได้จากประสบการณ์ส่วนตัวว่า คนที่ยังไม่รวย กับ คนที่รวยแล้ว(หรือคนที่จะรวยได้) มีมุมมองเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับเงินต่างกันมาก ผมเมื่อสิบปีที่แล้ว กับผมในตอนนี้ ก็มีความคิดเกี่ยวกับเงินที่ต่างกันมาก จนผมพูดได้ว่ามุมมองเกี่ยวกับเงินของคนจน กับคนรวยนั้นไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราจะเริ่มต้นจากการปรับทัศนะคติเกี่ยวกับเงินให้ถูกต้องเสียก่อน แล้วการกระทำจะเปลี่ยนแปลงตามไปเอง หรือเรียกว่า ปรับทิศทางเดินให้ถูก และเมื่อเราเดินไปถูกทาง ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว เราก็จะถึงจุดหมายสักวัน

------------------------------
"คำแก้ตัว คืออุปสรรคของการปรับปรุงตัว"
------------------------------
(เข้าทำนองที่ว่า คนดีชอบแก้ไข คนอะไรชอบแก้ตัว ^^)

พูด ถึงคำแก้ตัว หากคุณลองไปพูดคุยกับคนหลายๆคน เรื่องการจะรวยเช่น ถามว่า “คุณคิดว่า คุณจะมีโอกาสรวยในชีวิตนี้หรือไม่ เพราะอะไร?” แล้วคุณจะได้คำตอบมากมาย ซึ่งแต่ละคำตอบบ่งบอกได้ว่าแต่ละคนคิดอย่างไรกับอนาคตของตนเอง เพราะคุณคิดว่า คุณจะเป็นอย่างไรในอนาคต ชีวิตก็จะไปทางนั้นจริงๆ โดยคำตอบที่ซ้ำๆกันจะมีดังนี้

“ไม่มีใครเคยสอนฉัน วิธีที่จะรวย” : หลายคนอาจจะโทษพ่อแม่ ,ครู , การศึกษา หรือ สังคมที่ไม่เคยสอนเขาว่า จะรวยต้องทำอย่างไร จะหาเงินเยอะๆต้องทำอย่างไร ทั้งๆที่ คนพูด(เพื่อนผมเอง) ก็อายุ 32 แล้วยังไม่สามารถหาหนทาง หรือศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมได้เองหรืออย่างไร คนอื่นๆเขาก็สามารถศึกษากันได้เองกันเยอะแยะ เลิกแก้ตัวแล้วเอาเวลาไปศึกษาหาความรู้เถอะ

“ฉันเกิดมาจน โอกาสก็น้อยกว่าคนอื่น” : แม้การที่เกิดมาฐานะไม่ดี อาจจะเป็นการเริ่มต้น ที่ยากกว่าการมีฐานะปานกลาง แต่มันก็ไม่ได้เป็นข้อห้ามว่า คนเกิดมาจน จะไม่มีโอกาสรวย แต่เท่าที่สังเกต กับเป็นตรงกันข้าม คือคนที่เกิดมาด้อยกว่า หากมีแรงบันดาลใจ มักจะมีพลังในการพยายามมากกว่า คนทั่วไป และก็มีตัวอย่างเช่น ชาวจีนที่มาเมืองไทย ก็เริ่มต้นจากเสื่อผืนหมอนใบ หรือ ตัวผมเองที่เริ่มต้นจาก สถานะติดลบ(เป็นหนี้) ก็สามารถพลิกฟื้นมาได้ โอกาสจะมีเสมอ สำหรับผู้แสวงหามัน

“ฉันไม่ชอบเลข” : เรื่องของการสร้างเงินออม หรือการเริ่มต้นธุรกิจ หรือการทำงานให้ประสบความสำเร็จ ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับตัวเลขมากขนาดนั้น นอกจากคุณทำอาชีพเป็นนักบัญชี แต่ถ้าไม่ใช่ คนไม่ชอบเลข อย่างเช่นคนจบสายศิลป์ ก็มีฐานะดีกันถมไป

“ฉัน ทำงานได้เงินเดือนนิดเดียว จะรวยได้เหรอ” : ได้สิครับ เพราะเคล็ดลับของความรวยที่จะบอกในบทต่อไป คือไม่ว่าคุณจะมีเงินต้นเท่าไร มันไม่สำคัญเท่ากับว่า คุณเริ่มต้นลงทุนเมื่อไร และ ผลตอบแทนการลงทุนของคุณเป็นเท่าไร นั่นแหละสิ่งที่จะทำให้คนเรารวยได้จริงๆ

“ฉันไม่ใช่คนเก่งนะ” : ผมก็ไม่รู้ว่า คุณไม่เก่งในด้านใด เพราะจริงๆในโลกนี้ทุกคนมีความสามารถกันคนละด้าน บางคนเก่งเรื่องบริหารงาน บางคนเก่งทำงานเอกสาร หรือบางคนเรียนเก่ง แต่ทำงานบริษัทไม่เก่ง แต่ไปเป็นอาจารย์แล้วรวย ก็มีเยอะ คุณลองมองดูว่าคุณถนัดอะไร นั่นแหละครับ จุดแข็งของคุณ จงเน้นแสดงจุดแข็ง และอย่าไปกังวลเรื่องจุดอ่อน เดี๋ยวชีวิตจะดีขึ้นเรื่อยๆเอง


--------------------------------
"โอกาสรวยอยู่ตรงหน้า เพียงแต่เราไม่สังเกต"
--------------------------------

เพื่อน ผมชื่อ เอก ทำงานอยู่ ธนาคารกรุงเทพฯที่สาขาสีลม บ้านอยู่แถวบางนา ซึ่งเขาจะใช้บริการรถไฟฟ้าเข้ามาทำงานเป็นเวลาเกือบ 10 ปีแล้ว ในช่วงปี 49 เมื่อเพื่อนรวยของผมได้ชักชวนเพื่อนมาซื้อคอนโดเพื่อการลงทุน โดยแนะนำให้หาคอนโดที่ใกล้ๆ สถานีรถไฟฟ้า ยิ่งติดสถานีเลยยิ่งดี นาย เอก กลับบอกว่า มีด้วยหรือคอนโดที่ติดสถานีรถไฟฟ้าเลย เขาบอกว่าเขาใช้บริการรถไฟฟ้าทุกวันไม่เคยสังเกตเห็นนี่นา และแล้วพวกเราก็พากันขับรถตระเวนไปตามเส้น สุขุมวิท, สาธร, สีลม, ราชดำริ ปรากฏว่าเราเจอโครงการคอนโดทั้งที่จะขึ้น และขึ้นมาแล้ว 14 โครงการเป็นอย่างน้อย ที่อยู่บริเวณสถานีรถไฟฟ้า และเมื่อนาย เอกเห็นอย่างนั้น ก็พูดว่า “โอ้โหไม่น่าเชื่อจะมีเยอะขนาดนี้” เชื่อมั้ยครับ หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ นายเอก บอกกลับพวกเราว่า ตอนนี้เขานั่งรถไฟฟ้ากลับบ้าน เห็นแต่คอนโดแถวๆ สถานีเต็มไปหมดเลย และน่าจะมีมากกว่าที่พวกเราเห็นอีกนะเนี่ย

ปรากฎการณ์แบบนี้เรียก ว่า เมื่อเริ่มสังเกต ก็เริ่มเห็น เรื่องแบบนี้ ลูกค้าธนาคารที่มาซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือกองทุนตราสารหนี้ ก็เคยบอกกับผมว่า เมื่อก่อนไม่รู้ว่า จะมีตราสารหนี้ขายเยอะขนาดนี้เลย แต่พอเริ่มลงทุนในตราสารหนี้ ก็จะเห็นว่ามีโฆษณาขายตราสารหนี้ในหนังสือพิมพ์เกือบทุกสัปดาห์ เมื่อก่อนไม่เคยสังเกตเลยนะเนี่ย

การพบเห็นโอกาสจะมีมากขึ้นไปอีกหาก คุณออกแสวงหามัน เช่นแทนที่ผมจะบ่นว่า ในซอยนี้มีร้านอินเตอร์เน็ต เยอะแล้วทำให้ผมหมดโอกาสเปิดร้านอินเตอร์เน็ตอย่างที่คิดไว้ ผมก็สามารถเดินทางไปดูตามสถานที่อื่นๆได้อีก , เมื่อผมได้มีโอกาสไปสัมมนาเรื่อง การลงทุนในกองทุน ผมเหมือนได้เปิดประตูสู่โลกอีกใบที่มีอะไรอีกมากมายให้เรียนรู้ และของพวกนี้ยิ่งสนใจ ยิ่งศึกษา ยิ่งมีมากขึ้น ดังนั้นผมอาจสรุปได้ว่า โอกาสดีๆ มีอยู่มากมายจริงๆ ขึ้นกับว่าเราจะเลือกอันไหนที่เหมาะกับเราเท่านั้นเอง จงเริ่มฝึกมองตั้งแต่วันนี้ แล้วอีกไม่กี่สัปดาห์คุณจะเห็นอะไรใหม่ๆ และดีๆอีกมากเลย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น