ลองมองไปที่โต๊ะทำงานข้างหน้าของคุณดูสิครับ...เป็นยังไงครับ รกเหมือนผมรึเปล่า(หัวเราะ) รู้มั้ยครับโต๊ะทำงานของเราที่เราต้อง อยู่กับมันวันละเกือบ 10 ชั่วโมง หรือบางคนก็ถือว่าใช้มันเป็นที่นอน(เหมือนผม)อยู่บ่อยที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ มีผลต่อโชคลาภหรือ บางอย่างที่ส่งพลังเกื้อหนุนเราด้วยนะครับ อาจจะดูงมงายไปนิดนึง แต่ผมเชื่อว่า ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมมันส่งผลต่อเราแน่ๆ และสิ่งที่ เห็นง่ายๆได้ด้วยตา ก็คือ โต๊ะที่มีความเป็นระเบียบ มีการตกแต่งที่สวยงาม มีการจัดวางอุปกรณ์ต่างๆที่เป็นสัดส่วน มันจะทำให้เราทำ งานได้ดีขึ้นแน่นอน และที่แน่นอนยิ่งกว่านั้นก็คือ ถ้าหากโต๊ะทำงานของคุณที่แสนน่าเบื่อมีรูปแบบเดิมๆเหมือนๆกันทุกๆโต๊ะ ถูกจัด ถูกตกแต่งเสียใหม่ ผมว่ามันก็คงทำให้คุณอยากนั่งกับมันนานๆโดยไม่เบื่อได้แน่ๆ และวันนี้ ผมมีเคล็ดลับดีดี ในการจัดและตกแต่ง โต๊ะทำงานของคุณ ตามหลักฮวงจุ้ยกันดูบ้าง ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องเอาด้วยกล ไม่แน่นะครับ อาจจะมีอะไรดีดีตามมาก็ได้ ^ ^ ถ้าปีนี้คุณมีงานหรือมีเรื่องวุ่นวายทำให้ปวดหมองอยู่เป็นประจำ ลองหารูปแม่น้ำที่ไหลนิ่งเอื่อยๆมีปลาแหวกว่ายไปมา ( ไม่เอา แบบน้ำป่าไหลหลาก ) หรือรูปต้นไม้เขียวอุดมสมบูรณ์วางไว้บนโต๊ะ หรือไม่ก็ลองติดรูปแม่น้ำไว้หลังเก้าอี้ก็ได้เชื่อว่า มันจะช่วยให้ คุณมีชีวิตราบรื่นขึ้น ไม่สับสนวุ่นวาย สำหรับคนที่คิดว่าเจ้านายไม่ค่อยรัก มีเพื่อนเพื่อนก็ไม่ค่อยปลื้ม เวลาติดต่องานทีไรก็มีเรื่องให้ติดขัดอยู่เสมอ ให้ลอง เปลี่ยนสกรีนเซฟเวอร์เป็นรูปดอกบัวสีชมพูในอ่างน้ำ หรือไม่ก็วางอ่างน้ำเล็กๆที่มีดอกบัวสีชมพูไว้มุมหนึ่งใดมุมหนึ่งของโต๊ะก็ได้ แค่นี้ก็ทำให้คุณดูน่ารักน่าเอ็นดู สามารถทำงานได้ง่ายสะดวกสบายขึ้นแล้ว ถ้าตอนนี้คุณยังทำงานเป็นลูกน้องอยู่ ให้ลองหาต้นเฟิร์นข้าหลวงมาวางไว้ที่โต๊ะทำงาน จะช่วยให้คุณทำงานได้แบบลูกน้องมือ โปรฯ แต่ถ้าใครที่ตอนนี้ได้ดิบได้ดีแล้ว มีตำแหน่งเป็นเจ้าคนเจ้านายแล้วละก็ อย่าเผลอเอามาวางเชียว เพราะจะทำให้คุณทำงาน อย่างกับเป็นลูกน้องไปตลอด ใครที่ตอนนี้ทำงานมานานมากแล้วและรู้สึกเซ็งเหลือเกิน ทุกวันเจอแต่เรื่องจำเจแบบเดิมๆ ให้ลองเปลี่ยนสกีนเซฟเวอร์เป็น รูปตู้ปลาใสแจ๋วที่มีปลาแหวกว่ายไปมา หรือไม่ก็ลองย้ายตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆบนโต๊ะดู โดยให้ย้ายคอมพิวเตอร์มาไว้มุมซ้ายของ โต๊ะ และย้ายพวกอุปกรณ์เครื่องเขียนและโทรศัพท์มาไว้ที่มุมขวา หรือไม่ก็ลองหารูปภูเขาสีเขียวสดใสมาไว้ที่ด้านหลังดู นอกจาก นี้ อาจลองหาคางคกคาบเหรียญเล็กๆมาวางไว้ใต้โต๊ะก็ได้ แต่จะต้องซ่อนไว้ในมุมมืดของโต๊ะ จะช่วยทำให้คุณๆที่ทำงานมานานแล้ว รู้สึกมั่นคงขึ้น รู้สึกชีวิตสมดุลและสามารถควบคุมอารมณ์ในการทำงานได้ดีขึ้น ใครที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคน " เฉื่อย " เวลาทำงานก็เฉื่อย เพื่อนฝูงก็ไม่ค่อยอยากจะเจอ สังคมก็ไม่ค่อยอยากจะเข้า แต่ อยากเป็นคนกระฉับกระเฉงมากขึ้น ให้ลองหาตุ๊กตารูปไก่หน้าตาน่ารัก ( แต่ไม่ใช่ลักษณะแบบไก่ชนนะ ) มาวางบนโต๊ะ จะทำ ให้คุณเหมือนต้องคุ้ยเขี่ยจิกกัดมากขึ้น ไม่ปล่อยชีวิตให้ผ่านไปวันๆ อีกวิธีหนึ่งคือให้วางโทรศัพท์ไว้ที่มุมขวาของโต๊ะ จะช่วยให้คุณ ได้รับแต่ข่าวดีๆ จนทำให้คุณรู้สึกมุ่งมั่นและอยากทำงานให้จริงจังมากกว่าเก่า ไม่ใช่แค่ทำงานแบบขอไปทีเหมือนเดิม ถ้าช่วงนี้คุณไม่รู้เป็นอะไร รู้สึกไฟทำงานเริ่มมอด ให้ลองหาแจกันสีแดงใส่ต้นไผ่กวนอิมเล็กๆมาวางบนโต๊ะ จะช่วยให้คุณมี สมาธิมากขึ้น นอกจากนี้สีแดงยังเป็นเหมือนธาตุไฟ ซึ่งจะช่วยให้คุณรู้สึกแอ็คทีฟขึ้นด้วย หรือไม่ก็ลองหารูปปั้นตุ๊กตารูปม้ามาวางไว้ ที่โต๊ะทำงาน ช่วยให้ไฟทำงานของคุณลุกโชนได้เหมือนกัน อีกวิธีการหนึ่งคือให้ลองวางเอกสารหรือหนังสืออะไรก็ได้ ที่มุมซ้ายของ โต๊ะทำงาน โดยจะต้องวางให้สูงกว่ามุมด้านขวา มันจะช่วยให้คุณรู้สึกทะเยอทะยาน และมุ่งมั่นกว่าที่เป็นอยู่ แต่ถ้าคุณเกิดจำผิดเผลอ วางด้านขวา อยู่สูงกว่าด้านซ้ายแล้วละก็งานเข้าแน่นอน งานจะกระหน่ำเข้ามาทำเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด ปัญหาก็จะท่วมท้นล้นพ้นแก้ เท่าไหร่ก็ไม่จบ ชีวิตคุณจะยุ่งเหยิงจนทำให้รู้สึกเฉื่อยและเบื่อในที่สุด หรือไม่ก็อาจต้องไปช่วยคนอื่นทำงาน จนตัวเองหมดไฟไปเอง นอกจากนั้นก็จะมีเคล็ดลับที่แบ่งโต๊ะทำงานออกเป็นทิศต่างๆเป็นส่วนๆ ตามหลักฮวงจุ้ยอีกดังนี้ 1. หน้าที่การงานพื้นที่สี่เหลี่ยมตรงหน้าคุณ เป็นธาตุน้ำ สีดำ บอกถึง “สถานะในอาชีพการงาน”ของคุณ หากพื้นผิวโต๊ะเป็นกระจกใส ให้หารูปภาพที่ เกี่ยวกับน้ำมาสอดไว้ข้างใต้กระจก แต่ถ้าเป็นพื้นผิวที่ทึบแสง ให้ตัดกระดาษเป็นรูปแปดเหลี่ยมสีดำเล็กๆ ซึ่งเป็นรูปทรงของยันต์ 8 ทิศแปะไว้ 2. สติปัญญาทางด้านซ้ายมือของคุณ คือตัวแทนของ “สติปัญญา” เหมาะอย่างยิ่งที่จะวางหนังสือต่างๆ สิ่งของที่เป็นสีฟ้า รวมทั้งถ้ามีลิ้นชักอยู่ บริเวณนี้จะดีที่สุด 3. ความเจริญรุ่งเรือง บริเวณซ้ายมือด้านหลัง จะช่วยส่งเสริมทางด้านความเจริญรุ่งเรือง จึงควรวางอุปกรณ์ เครื่องใช้ที่มีราคาแพงไว้ เช่น คอมพิวเตอร ์ หรืออุปกรณ์ที่มีราคาสูงอื่นๆ รวมไปถึงสิ่งของที่มีนัยด้านความรุ่งเรือง และต้นไม้มงคล เช่น ทองพันชั่ง เงินไหลมา เป็นต้น ทั้งนี้ ี้ทั้งนั้น คุณต้องคอยดูแลไม่ให้ต้นไม้เฉาตายด้วย 4. ครอบครัว ซ้ายมือเหนือขึ้นไปอีกนิดเกือบถึงกลางโต๊ะ คือบริเวณของ “ครอบครัว” ซึ่งเป็นธาตุไม้ ควรวางรูปของครอบครัวไว้บริเวณนี้ และถ้า เลือกเป็นกรอบรูปไม้ได้ด้วยจะดีมาก สิ่งของต่างๆ ที่เป็นสีเขียวก็สามารถวางไว้ตรงนี้ได้เช่นกัน 5. ชื่อเสียงและเกียรติยศ พื้นที่ตรงกลางด้านหลัง เป็นธาตุไฟ จะช่วยเสริมส่งด้าน “ชื่อเสียงและเกียรติยศ” ให้วางกล่องนามบัตรสีแดง และใบประกาศนียบัตร ถ้วยเกียรติยศต่างๆ ไว้บริเวณนี้ หรืออาจจะวางต้นไม้หนามแหลม เช่น ต้นกระบองเพชรไว้ด้วยก็ได้ 6. ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ด้านหลังขวามือของคุณ ช่วยสนับสนุนในเรื่องของ “ความสัมพันธ์” ทั้งความสัมพันธ์ของคุณกับเพื่อน คู่รัก และคนรอบข้างที่ใกล้ชิด ควรจัดให้ที่ตรงนี้ให้เป็นสีชมพู และหาสิ่งของที่เป็นสัญลักษณ์ของความรัก เช่น รูปหัวใจ มาวางไว้ ก็จะช่วยให้ความสัมพันธ์ของคุณ เบ่งบานได้ตลอด 7. พลังแห่งการสร้างสรรค์ และเด็ก ขวามือค่อนไปทางกลางโต๊ะ เป็นธาตุเหล็ก ช่วยเสริมพลังสร้างสรรค์ให้กับคุณ โดยเฉพาะถ้าคุณทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ มากๆ เช่น ครีเอทีฟ ก็ให้หาสิ่งของน่ารัก ๆ เช่น แก้วกาแฟลายการ์ตูนที่ชอบมาวางไว้ หรือถ้าคุณมีลูกแล้ว ก็ให้เอากรอบรูปโลหะใส่ รูปลูกน่ารักๆ มาตั้งไว้จะเหมาะมาก 8. ความช่วยเหลือ และการเดินทาง ทางขวามือ เปรียบเสมือน แรงผลักดันด้านความช่วยเหลือ ลองหากล่องสีเงิน หรือเทา มาวางไว้ หากคุณต้องการความช่วยเหลือจาก ใคร ก็ให้เขียนชื่อของเขาคนนั้น แล้วหย่อนมันลงไปในกล่อง คราวนี้ จากนั้นรอฟังข่าวดีได้ เช่นกัน 9. สุขภาพ ตรงกลางของโต๊ะทำงาน จะคอยดูแลคุณในเรื่องสุขภาพ ลองหากระดาษสีเหลืองตัดเป็นรูปวงกลมเล็ก ๆ มาแปะเอาไว้ หากโต๊ะคุณ มีพื้นเป็นกระจก ก็ให้หารูปคุณที่ดูสุขภาพดีที่สุดมาสอดเอาไว้ก็ได้ ดี วิธีต่างๆ ที่กล่าวมา หากคุณไม่สามารถหาอุปกรณ์ที่บอกไปทั้งหมดได้ ก็อาจจะแก้ไขด้วยการนำกระดาษสี ซึ่งเป็นตัวแทนของทิศนั้น ๆ มาแปะไว้สักเล็กน้อยก็ได้ ที่สำคัญคือ อย่าลืมจัดของบนโต๊ะให้เป็นระเบียบ ดูแล้วงามตาอยู่เสมอ เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ดูลำบากกันบ้างรึเปล่า ซึ่งจริงๆแล้วถ้าหากเราลองมองกันดีดี ผมว่า นอกเหนือจากผลลัพธ์ที่จะได้จากการ จัดให้สัมพันธ์และเกิดสมดุลตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว ทัศนียภาพบนโต๊ะทำงานต่างหากละครับ ที่เราจะได้รับแบบไม่ต้องสงสัย อย่าลืมนะ ครับว่า โต๊ะทำงานเป็นที่ที่เราต้องนั่งอยู่หลายๆชั่วโมง หากมีการปรับทัศนียภาพ มีการทำให้ทุกอย่างเป็นระเบียบ ผมว่าทุกๆคนเองก็ คงจะอยากทำงานกันมากขึ้น คิดอะไรได้ง่ายมากยิ่งขึ้น และเมื่อเราสมองปลอดโปร่งคิดอะไรได้ง่าย ก็จะสงผลให้งานที่ได้ก็จะดีตาม ไปด้วย สุดท้ายนี้หลายๆคนคงสงสัยว่า แล้วโต๊ะทำงานของผมล่ะ เป็นยังไง ไม่มีอายอยู่แล้วครับ(หัวเราะ) วันนี้ผมคงขอลาทุกๆคนไป พร้อมกับภาพถ่ายของโต๊ะทำงานของผมเองแล้วกันครับ สุดท้ายนี้ขอขอบคุณข้อมูลจาก คุณ นพดล ลือประเสริฐชัย และข้อมูลจาก www.jobpub.com , www.arunsawut.com และนิตยสารคลีโอครับ ขอบคุณทุกๆคนมากครับ เจอกันบทความหน้า สวัสดีครับ |
Pr realestates | Management| Marketing |Advertising| Communication | Public Relations| Strategies | Economy
หลักการจัดโต๊ะทำงาน ฮวงจุ้ยโต๊ะทำงาน
หลักการกินสำหรับลดความอ้วน
การกินสำหรับคนออกกำลังกาย
เรื่องข้อควรรู้ก่อนออกกำลังกาย ว่ามีอะไรบ้างที่ผู้ที่สนใจการออกกำลังกายควรรู้ ไม่ว่าจะเป็นแรงบันดาลใจ วิธีการเล่นที่ถูกต้อง อาหารที่ควรกิน และการดูแลตัวเอง ที่ทุกเรื่องล้วนมีความสำคัญ และจำเป็นต้องเดินควบคู่กันไปกับการออกกำลังกาย แต่ตอนนี้ เราจะเน้นเรื่องของการกินอาหารที่ถูกต้อง อย่างที่เคยบอกไว้ว่า...อาหาร หรือ "โภชนาการ" การกินของแต่ละคนนั้นก็แตกต่างออกไป ลดความอ้วน ไม่ได้หมายความว่าต้องอด เพิ่มกล้ามเนื้อก็ไม่ได้ความว่าต้องกินให้เยอะเข้าว่า ควรเพิ่มหรือลดสารอาหารประเภทให้ตรงกับเป้าหมายของการออกกำลังกาย นอกจากนั้นก่อนออกกำลังกายต้องทานอะไร แล้วหลังจากออกกำลังกายต้องทานอะไร ก็เป็นสิ่งที่ควรศึกษาเช่นกัน

หลักๆแล้วการกินอาหารเพื่อการออกกำลังกายนั้น มีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่
กินเพื่อลดน้ำหนัก ในขณะที่เราโหมออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก รีดไขมันส่วนเกิน ทั้งพุง ทั้งแขน ขาออกไปนั้น ไม่ได้หมายความว่าต้องออกกำลังกายเยอะๆ หนักๆ แล้วกินให้น้อยที่สุดหรืออด นี่คือความเข้าใจผิดมหันต์!! เพราะในความเป็นจริง เรายังต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่อยู่ดี เพราะถ้าอดแล้ว ร่างกายก็จะไม่มีกำลังหรือพลังจากไหนเพื่อใช้ในการออกกำลังกายเลย พาลจะหน้ามืด ตัวสั่น หมดสติเพราะท้องว่างขณะออกกำลังกาย สำหรับที่ต้องการลดน้ำหนัก ควรยึดคติ "เข้าให้น้อย ออกให้มาก" หากเข้า-ออกเท่ากัน ก็จะไม่สามารถลดน้ำหนักได้ หนุ่มๆ ควรลดไขมันและแป้ง ของทอดของมัน ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เกิดไขมัน แต่ยังคงทานได้บ้าง เช่น เคยทานข้าวเย็น มื้อละ 2 จาน ก็ควรจะลดปริมาณลงเรื่อยๆ และที่สำคัญ ควรกินข้าวก่อนออกกำลังกายอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้น หากหิว ให้กินอาหารเบาๆแทน เช่น ขนมปัง สลัดผัด นมถั่วเหลือง เป็นต้น หลายๆคนชอบกินอย่างบ้าคลั่งหลังออกกำลังกาย ซึ่งผิดมหันต์เช่นกัน!!!!
อีกประเภทคือกินเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ หนุ่มๆหลายคนสนใจออกกำลังกายก็เพื่ออยากเพิ่มกล้ามเนื้อ ให้ดูตัวใหญ่ ดูบึกมากขึ้น การกินเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อควรเน้นสารอาหารประเภทโปรตีน เช่น ไข่ขาว เนื้อไก่ นม (ไม่ควรกินไข่แดงมาก เพราะมีคลอเรสเตอรอลสูง) จะได้ผลดีที่สุด อย่าเพิ่งพึ่งตัวช่วยเช่น เวย์โปรตีน เพราะถือเป็นโปรตีนสังเคราะห์ ไม่ดีต่อตับและไตในระยะยาว ควรทานอาหารธรรมชาติให้บ่อยมื้อขึ้น เช่น จากเดิมทานวันละ 3 มื้อ ให้เพิ่มเป็น 4-5 มื้อ แต่ไม่ต้องอัดมาก เพื่อให้ร่างกายนำสารอาหารไปหล่อเลี้ยงได้อยู่ตลอด และนำโปรตีนที่ว่ามาซ่อมแซมกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย จนทำให้มัดกล้ามเนื้อใหญ่ขึ้น
โดยรวมแล้ว โภชนาการถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุด เพราะถือเป็นตัวกำหนดทิศทางของร่างกาย จะผอมลง จะล่ำขึ้่นก็เพราะอาหารนี่แหละครับ หนุ่มๆ MThai อย่างนี้แล้ว อย่าลืมระวังมื้อต่อไปล่ะ ว่าตัวเองจะกินอะไรเข้าไปบ้างเพื่อหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์ม
อันดับความร่ำรวยของคนไทยปี 2554
1. ธนินท์ เจียรวนนท์ (เครือเจริญโภคภัณฑ์) ทรัพย์สิน 279,000 ล้านบาท
2. ตระกูลจิราธิวัฒน์ (เครือเซ็นทรัล) ทรัพย์สิน 213,900 ล้านบาท
3. เจริญ ศิริวัฒนภักดี (เบียร์ช้าง) ทรัพย์สิน 192,200 ล้านบาท
4. ตระกูลอยู่วิทยา (กระทิงแดง) ทรัพย์สิน 167,400 ล้านบาท
5. กฤษณ์ รัตนารักษ์ (ผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ปูนซีเมนต์นครหลวง ฯลฯ) ทรัพย์สิน 96,100 ล้านบาท
6. จำนงค์ ภิรมย์ภักดี และครอบครัว (บุญรอดบริเวอรี่) ทรัพย์สิน 74,400 ล้านบาท
7. วิชัย มาลีนนท์ (ผู้จัดการช่อง 3 และ BEC Tero) ทรัพย์สิน 55,800 ล้านบาท
8. Aloke Lohia (CEO กลุ่มบริษัทอินโดรามา เวนเจอร์ส) ทรัพย์สิน 49,600 ล้านบาท
9. ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ (บางกอกแอร์เวย์) ทรัพย์สิน 37,200 ล้านบาท
10. วาณิช ไชยวรรณ (ไทยประกันชีวิต) ทรัพย์สิน 35,960 ล้านบาท
11. ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ (บ้านพฤกษา) ทรัพย์สิน 34,100 ล้านบาท
12. อิสระ ว่องกุศลกิจ และครอบครัว (น้ำตาลมิตรผล) ทรัพย์สิน 31,000 ล้านบาท
13. บุญชัย เบญจรงค์กุล (ดีแทค) ทรัพย์สิน 30,690 ล้านบาท
14. ประณีตศิลป์ วัชรพล และครอบครัว (หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ) ทรัพย์สิน 29,450 ล้านบาท
15. สุรางค์ เปรมปรีด์ (ผู้บริหารช่อง 7) ทรัพย์สิน 28,830 ล้านบาท
16. ประยุทธ มหากิจศิริ (PM Group, ไทยน็อกซ์สแตนเลส, ไทยคอปเปอร์, ผู้ถือหุ้นเนสกาแฟ) ทรัพย์สิน 28,365 ล้านบาท
17. พรเทพ พรประภา (สยามกลการ) ทรัพย์สิน 27,900 ล้านบาท
18. อนันต์ อัศวโภคิน (แลนด์แอนด์เฮ้าส์) ทรัพย์สิน 26,040 ล้านบาท
19. คีรี กาญจนพาสน์ (BTS) ทรัพย์สิน 25,110 ล้านบาท
20. วิชัย ทองแตง (กรุงเทพดุสิตเวชการ) ทรัพย์สิน 20,770 ล้านบาท
ข้อมูลจากกระปุกครับ
2. ตระกูลจิราธิวัฒน์ (เครือเซ็นทรัล) ทรัพย์สิน 213,900 ล้านบาท
3. เจริญ ศิริวัฒนภักดี (เบียร์ช้าง) ทรัพย์สิน 192,200 ล้านบาท
4. ตระกูลอยู่วิทยา (กระทิงแดง) ทรัพย์สิน 167,400 ล้านบาท
5. กฤษณ์ รัตนารักษ์ (ผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ปูนซีเมนต์นครหลวง ฯลฯ) ทรัพย์สิน 96,100 ล้านบาท
6. จำนงค์ ภิรมย์ภักดี และครอบครัว (บุญรอดบริเวอรี่) ทรัพย์สิน 74,400 ล้านบาท
7. วิชัย มาลีนนท์ (ผู้จัดการช่อง 3 และ BEC Tero) ทรัพย์สิน 55,800 ล้านบาท
8. Aloke Lohia (CEO กลุ่มบริษัทอินโดรามา เวนเจอร์ส) ทรัพย์สิน 49,600 ล้านบาท
9. ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ (บางกอกแอร์เวย์) ทรัพย์สิน 37,200 ล้านบาท
10. วาณิช ไชยวรรณ (ไทยประกันชีวิต) ทรัพย์สิน 35,960 ล้านบาท
11. ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ (บ้านพฤกษา) ทรัพย์สิน 34,100 ล้านบาท
12. อิสระ ว่องกุศลกิจ และครอบครัว (น้ำตาลมิตรผล) ทรัพย์สิน 31,000 ล้านบาท
13. บุญชัย เบญจรงค์กุล (ดีแทค) ทรัพย์สิน 30,690 ล้านบาท
14. ประณีตศิลป์ วัชรพล และครอบครัว (หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ) ทรัพย์สิน 29,450 ล้านบาท
15. สุรางค์ เปรมปรีด์ (ผู้บริหารช่อง 7) ทรัพย์สิน 28,830 ล้านบาท
16. ประยุทธ มหากิจศิริ (PM Group, ไทยน็อกซ์สแตนเลส, ไทยคอปเปอร์, ผู้ถือหุ้นเนสกาแฟ) ทรัพย์สิน 28,365 ล้านบาท
17. พรเทพ พรประภา (สยามกลการ) ทรัพย์สิน 27,900 ล้านบาท
18. อนันต์ อัศวโภคิน (แลนด์แอนด์เฮ้าส์) ทรัพย์สิน 26,040 ล้านบาท
19. คีรี กาญจนพาสน์ (BTS) ทรัพย์สิน 25,110 ล้านบาท
20. วิชัย ทองแตง (กรุงเทพดุสิตเวชการ) ทรัพย์สิน 20,770 ล้านบาท
ข้อมูลจากกระปุกครับ
Wireless กับ Wi-Fi คืออะไร ?
Wireless กับ Wi-Fi คืออะไร ?

บางคนอาจกำลังสับสนกับคำสองคำนี้ คือคำว่า Wi-Fi ( อ่านว่า วาย-ฟาย ) กับ Wireless ( อ่านว่า วาย-เลส ) มันเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร มาดูกันดีกว่าครับ<
Wi-Fi หรือ Wireless หมายถึง เครือข่ายไร้สาย มักใช้กับระบบเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นในองค์กรหรือในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
ระบบเครือข่ายไร้สาย ( Wireless LAN : WLAN ) หมายถึงเทคโนโลยีที่ช่วยให้การติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง หรือกลุ่มของเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารกันได้ รวมถึงการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์ด้วยเช่นกัน โดยปราศจากการใช้สายสัญญาณในการเชื่อมต่อ แต่จะใช้คลื่นวิทยุเป็นช่องทางการสื่อสารแทน การรับส่งข้อมูลระหว่างกันจะผ่านอากาศ ทำให้ไม่ต้องเดินสายสัญญาณ และติดตั้งใช้งานได้สะดวกขึ้น
ระบบเครือข่ายไร้สายใช้แม่เหล็กไฟฟ้าผ่านอากาศ เพื่อรับส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ และระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์เครือข่าย โดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้อาจเป็นคลื่นวิทยุ (Radio) หรืออินฟาเรด (Infrared) ก็ได้
การสื่อสารผ่านเครือข่ายไร้สาย มีมาตราฐาน IEEE802.11 เป็นมาตราฐานกำหนดรูปแบบการสื่อสาร ซึ่งมาตราฐานแต่ละตัวจะบอกถึงความเร็วและคลื่นความถี่สัญญาณที่แตกต่างกันในการสื่อสารข้อมูล เช่น 802.11b และ 802.11g ที่ความเร็ว 11 Mbps และ 54 Mbps ตามลำดับ และขอบเขตของสัญญาณคลอบคลุมพื้นที่ประมาณ 100 เมตรในพื้นที่โล่งและประมาณ 30 เมตรในอาคาร ซึ่งระยะทางของสัญญาณมีผลกระทบจากสิ่งรอบข้างหลายๆ อย่าง เช่น โทรศัพท์มือถือ ความหนาของกำแพง เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ต่างๆ รวมถึงร่างกายมนุษย์ด้วยเช่นกัน สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อการใช้งานเครือข่ายไร้สายทั้งสิ้น
การเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายมี 2 รูปแบบ คือแบบ Ad-Hoc และ Infrastructure การใช้งานเครือข่ายไร้สายของผู้ใช้บริการทั่วไปจะเป็นแบบ Infrastructure คือมีอุปกรณ์กระจายสัญญาณ (Access Point) ของผู้ให้บริการเป็นผู้ติดตั้งและกระจายสัญญาณ ให้ผู้ใช้ทำการเชื่อมต่อ โดยผู้ใช้บริการจะต้องมีอุปกรณ์รับส่งสัญญาณเรียกว่า "การ์ดแลนไร้สาย" หรือชนิดใหม่จะทำมาเป็นชนิด USB เรียกว่า Wireless USB ( รูปร่างเหมือน ThumDrive ) เป็นอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ ทำหน้าที่รับส่งสัญญาณจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ไป Access Point ของผู้ให้บริการ
สรุปก็คือ การเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สาย เป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายของเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าสู่ระบบเครือข่าย เหมือนกับระบบแลน ( LAN ) ที่ใช้สายปกติ แตกต่างที่อุปกรณ์ทางกายภาพในการเชื่อมต่อเครือข่ายไม่ต้องใช้สายสัญญาณแต่อย่างใด โดยการใช้งานเครือข่ายไร้สายสามารถใช้บริการต่างๆ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้เหมือนเครือข่ายมีสายได้ปกติ เว้นแต่ว่าผู้ดูแลระบบเครือข่ายนั้นๆ จะปิดบริการบางบริการเพื่อความปลอดภัยของเครือข่ายได้เช่นกัน ซึ่งการเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายช่วยให้การเชื่อมต่อง่ายขึ้น ประหยัดค่าสายสัญญาณและใช้งานได้ทุกที่ ที่มีสัญญาณเครือข่ายไร้สายไปถึง
Wi-Fi คืออะไร
Wi-Fi ( ย่อมาจาก wireless fidelity ) ก็คือองค์กรหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ทดสอบผลิตภัณฑ์ Wireless Lan หรือระบบ Network แบบไร้สายภายใต้เทคโนโลยีการสื่อสาร ภายใต้มาตราฐาน IEEE 802.11 ว่าอุปกรณ์ทุกตัวซึ่งต่างยี่ห้อกันนั้นมันสามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยไม่มีปัญหา หากว่าอุปกรณ์ตัวนั้นผ่านตามมาตราฐานเขาก็จะปั๊ม ตรา Wi-Fi certified ซึ่งเป็นอันรู้กันว่าอุปกรณ์ชิ้นนั้นสามารถติดต่อสื่อสารกับอุปกรณ์ตัวอื่นที่มีตรา Wi-Fi certified นี้ได้เช่นกัน แต่ทำไปทำมามันกลายเป็นคำศัพท์สำหรับอุปกรณ์ Lan ไร้สายไปโดยปริยาย จนบางคนก็เรียกกันจนติดปาก
Wireless คืออะไร
Wireless คือลักษณะของการใช้งานอุปกรณ์ด้านสื่อสารโทรคมนาคม แปลตรงตัวว่าไร้สาย ฉะนั้นอุปกรณ์อะไรก็ตามที่ติดต่อสื่อสารกันโดยไม่ใช้สายสัญญาณถือว่่าอุปกรณ์นั้นเป็น Wireless เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะเรียกอะไรก็เหมือนๆ กันครับไม่ผิด Wireless ก็ถูกครับ Wi-Fi ก็ถูกครับ
รูปแบบการเชื่อมต่อของระบบเครือข่ายไร้สาย
Wi-Fi หรือ Wireless หมายถึง เครือข่ายไร้สาย มักใช้กับระบบเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นในองค์กรหรือในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
ระบบเครือข่ายไร้สาย ( Wireless LAN : WLAN ) หมายถึงเทคโนโลยีที่ช่วยให้การติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง หรือกลุ่มของเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารกันได้ รวมถึงการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์ด้วยเช่นกัน โดยปราศจากการใช้สายสัญญาณในการเชื่อมต่อ แต่จะใช้คลื่นวิทยุเป็นช่องทางการสื่อสารแทน การรับส่งข้อมูลระหว่างกันจะผ่านอากาศ ทำให้ไม่ต้องเดินสายสัญญาณ และติดตั้งใช้งานได้สะดวกขึ้น
ระบบเครือข่ายไร้สายใช้แม่เหล็กไฟฟ้าผ่านอากาศ เพื่อรับส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ และระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์เครือข่าย โดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้อาจเป็นคลื่นวิทยุ (Radio) หรืออินฟาเรด (Infrared) ก็ได้
การสื่อสารผ่านเครือข่ายไร้สาย มีมาตราฐาน IEEE802.11 เป็นมาตราฐานกำหนดรูปแบบการสื่อสาร ซึ่งมาตราฐานแต่ละตัวจะบอกถึงความเร็วและคลื่นความถี่สัญญาณที่แตกต่างกันในการสื่อสารข้อมูล เช่น 802.11b และ 802.11g ที่ความเร็ว 11 Mbps และ 54 Mbps ตามลำดับ และขอบเขตของสัญญาณคลอบคลุมพื้นที่ประมาณ 100 เมตรในพื้นที่โล่งและประมาณ 30 เมตรในอาคาร ซึ่งระยะทางของสัญญาณมีผลกระทบจากสิ่งรอบข้างหลายๆ อย่าง เช่น โทรศัพท์มือถือ ความหนาของกำแพง เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ต่างๆ รวมถึงร่างกายมนุษย์ด้วยเช่นกัน สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อการใช้งานเครือข่ายไร้สายทั้งสิ้น
การเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายมี 2 รูปแบบ คือแบบ Ad-Hoc และ Infrastructure การใช้งานเครือข่ายไร้สายของผู้ใช้บริการทั่วไปจะเป็นแบบ Infrastructure คือมีอุปกรณ์กระจายสัญญาณ (Access Point) ของผู้ให้บริการเป็นผู้ติดตั้งและกระจายสัญญาณ ให้ผู้ใช้ทำการเชื่อมต่อ โดยผู้ใช้บริการจะต้องมีอุปกรณ์รับส่งสัญญาณเรียกว่า "การ์ดแลนไร้สาย" หรือชนิดใหม่จะทำมาเป็นชนิด USB เรียกว่า Wireless USB ( รูปร่างเหมือน ThumDrive ) เป็นอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ ทำหน้าที่รับส่งสัญญาณจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ไป Access Point ของผู้ให้บริการ
สรุปก็คือ การเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สาย เป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายของเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าสู่ระบบเครือข่าย เหมือนกับระบบแลน ( LAN ) ที่ใช้สายปกติ แตกต่างที่อุปกรณ์ทางกายภาพในการเชื่อมต่อเครือข่ายไม่ต้องใช้สายสัญญาณแต่อย่างใด โดยการใช้งานเครือข่ายไร้สายสามารถใช้บริการต่างๆ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้เหมือนเครือข่ายมีสายได้ปกติ เว้นแต่ว่าผู้ดูแลระบบเครือข่ายนั้นๆ จะปิดบริการบางบริการเพื่อความปลอดภัยของเครือข่ายได้เช่นกัน ซึ่งการเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายช่วยให้การเชื่อมต่อง่ายขึ้น ประหยัดค่าสายสัญญาณและใช้งานได้ทุกที่ ที่มีสัญญาณเครือข่ายไร้สายไปถึง
Wi-Fi คืออะไร
Wi-Fi ( ย่อมาจาก wireless fidelity ) ก็คือองค์กรหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ทดสอบผลิตภัณฑ์ Wireless Lan หรือระบบ Network แบบไร้สายภายใต้เทคโนโลยีการสื่อสาร ภายใต้มาตราฐาน IEEE 802.11 ว่าอุปกรณ์ทุกตัวซึ่งต่างยี่ห้อกันนั้นมันสามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยไม่มีปัญหา หากว่าอุปกรณ์ตัวนั้นผ่านตามมาตราฐานเขาก็จะปั๊ม ตรา Wi-Fi certified ซึ่งเป็นอันรู้กันว่าอุปกรณ์ชิ้นนั้นสามารถติดต่อสื่อสารกับอุปกรณ์ตัวอื่นที่มีตรา Wi-Fi certified นี้ได้เช่นกัน แต่ทำไปทำมามันกลายเป็นคำศัพท์สำหรับอุปกรณ์ Lan ไร้สายไปโดยปริยาย จนบางคนก็เรียกกันจนติดปาก
Wireless คืออะไร
Wireless คือลักษณะของการใช้งานอุปกรณ์ด้านสื่อสารโทรคมนาคม แปลตรงตัวว่าไร้สาย ฉะนั้นอุปกรณ์อะไรก็ตามที่ติดต่อสื่อสารกันโดยไม่ใช้สายสัญญาณถือว่่าอุปกรณ์นั้นเป็น Wireless เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะเรียกอะไรก็เหมือนๆ กันครับไม่ผิด Wireless ก็ถูกครับ Wi-Fi ก็ถูกครับ
รูปแบบการเชื่อมต่อของระบบเครือข่ายไร้สาย
1 Peer-to-peer ( ad hoc mode )

รูปแบบการเชื่อมต่อระบบแลนไร้สายแบบ Peer to Peer เป็นลักษณะ การเชื่อมต่อแบบโครงข่ายโดยตรงระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จำนวน 2 เครื่องหรือมากกว่านั้น เป็นการใช้งานร่วมกันของ wireless adapter cards โดยไม่ได้มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายแบบใช้สายเลย โดยที่เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีความเท่าเทียมกัน สามารถทำงานของตนเองได้และขอใช้บริการเครื่องอื่นได้ เหมาะสำหรับการนำมาใช้งานเพื่อจุดประสงค์ในด้านความรวดเร็วหรือติดตั้งได้โดยง่ายเมื่อไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับ ยกตัวอย่างเช่น ในศูนย์ประชุม, หรือการประชุมที่จัดขึ้นนอกสถานที่
2 Client/server (Infrastructure mode)

ระบบเครือข่ายไร้สายแบบ Client / server หรือ Infrastructure mode เป็นลักษณะการรับส่งข้อมูลโดยอาศัย Access Point (AP) หรือเรียกว่า “Hot spot” ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างระบบเครือข่ายแบบใช้สายกับเครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่าย (client) โดยจะกระจายสัญญาณคลื่นวิทยุเพื่อ รับ-ส่งข้อมูลเป็นรัศมีโดยรอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในรัศมีของ AP จะกลายเป็น เครือข่ายกลุ่มเดียวกันทันที โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ จะสามารถติดต่อกัน หรือติดต่อกับ Server เพื่อแลกเปลี่ยนและค้นหาข้อมูลได้ โดยต้องติดต่อผ่านAP เท่านั้น ซึ่ง AP 1 จุด สามารถให้บริการเครื่องลูกข่ายได้ถึง 15-50 อุปกรณ์ ของเครื่องลูกข่าย เหมาะสำหรับการนำไปขยายเครือข่ายหรือใช้ร่วมกับระบบเครือข่ายแบบใช้สายเดิมในออฟฟิต, ห้องสมุด หรือในห้องประชุม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มากขึ้น
3 Multiple access points and roaming

โดยทั่วไปแล้ว การเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ กับ Access Point ของเครือข่ายไร้สายจะอยู่ในรัศมีประมาณ 500 ฟุต ภายในอาคาร และ 1000 ฟุต ภายนอกอาคาร หากสถานที่ที่ติดตั้งมีขนาดกว้าง มากๆ เช่นคลังสินค้า บริเวณภายในมหาวิทยาลัย สนามบิน จะต้องมีการเพิ่มจุดการติดตั้ง AP ให้มากขึ้น เพื่อให้การรับส่งสัญญาณในบริเวณของเครือข่ายขนาดใหญ่ เป็นไปอย่างครอบคลุมทั่วถึง
|
4 Use of an Extension Point

กรณีที่โครงสร้างของสถานที่ติดตั้งเครือข่ายแบบไร้สายมีปัญหาผู้ออกแบบระบบอาจจะใช้ Extension Points ที่มีคุณสมบัติเหมือนกับ Access Point แต่ไม่ต้องผูกติดไว้กับเครือข่ายไร้สาย เป็นส่วนที่ใช้เพิ่มเติมในการรับส่งสัญญาณ
5 The Use of Directional Antennas

ระบบแลนไร้สายแบบนี้เป็นแบบใช้เสาอากาศในการรับส่งสัญญาณระหว่างอาคารที่อยู่ห่างกัน โดยการติดตั้งเสาอากาศที่แต่ละอาคาร เพื่อส่งและรับสัญญาณระหว่างกัน
ความ อ้วน-ผอม ของคนไทย
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
Copyright 2008 http://www.LearnLand.net
System Powed By www.LearnLand.net
System Powed By www.LearnLand.net
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)