Welcome to Blog ห้องสมุดความรู้ หากท่านถูกใจ ฝากกดแชร์( Like) (G+) (Tweet) ด้วยนะครับ เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีมงานและผู้จัด ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง เฮงๆรวยๆ #4289

10 แนวโน้มพลิกโฉมโลกสื่อสาร



10 แนวโน้มพลิกโฉมโลกสื่อสาร เก็บมาฝาก

กระแสความตื่นตัวใช้งาน 'สมาร์ทดีไวซ์' ของผู้คนทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยได้จุดประเด็นการเข้าถึง 'คอนเทนต์' บนอินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายไร้สาย โดยเฉพาะเครือข่าย 3G บางคนมองข้ามช็อตเลยไปถึง 4G ซึ่งเวลานี้มีผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถืออย่างค่ายเอไอเอส เริ่มนำมาทดสอบการใช้งานในบ้านเราแล้วนั้น ทุกสิ่งอย่างล้วนโฟกัสมายังโลกการสื่อสาร โดยเฉพาะในปี 2555 นี้ มีการตั้งความหวังว่า โฉมหน้าของโลกสื่อสารจะออกมาเป็นอย่างไร

หากย้อนกลับไปดูข้อมูลในปีที่ผ่านมา พบว่ามียอดผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั้งโลกมากกว่า 6,000 ล้านคน มีการส่งข้อความรวมกันมากกว่า 6 ล้านล้านครั้ง ซึ่งดูเหมือนว่าเยอะมาก แต่ที่มากไปกว่านั้นคือ 'อีเมล' เพราะมีการส่งอีเมลบนมือถือมากกว่า 107 ล้านล้านฉบับ ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งไปกว่านั้น มีการดูวิดีโอบน 'ยูทูป' มากกว่า 7.3 แสนล้านครั้ง นักวิเคราะห์ประเมินอีกว่า ในอีก 8 ปีข้างหน้าจะมีสมาร์ทดีไวซ์ที่เชื่อมต่อโลกสื่อสาร ถึงหลักล้านล้าน เครื่อง

นั่นคือภาพรวมทั้งหมด แต่ถ้ามองกลับมาในไทยจะพบว่า มีอัตราการขยายตัวการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงหรือบรอดแบนด์ประมาณ 22.8% ขณะที่สมาร์ทโฟนมีการเติบโต 55% โดยมีผู้เข้าชมยูทูปที่คนไทยอัปโหลด 10 อันดับแรกถึง 505 ล้านครั้ง และที่น่าสนใจ คือ คนไทยที่อยู่ในโลกออนไลน์ (อินเทอร์เน็ต) กว่า 75.9% ใช้งาน 'เฟซบุ๊ก' ซึ่งถือเป็นอันดับที่ 16 ของโลก

แล้วในปีนี้โลกสื่อสารจะเป็นอย่างไร อะไรที่จะเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลที่จะเข้าเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งาน จากข้อมูลที่ 'โจนาห์ พรานสกี้' ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดฝ่ายกลยุทธ์และการตลาดแบบเจาะลึก บริษัท แอมด็อคส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำบริการด้านนวัตกรรมเกี่ยวกับจัดการประสบการณ์ลูกค้าในระบบสื่อสารที่คลุกคลีอยู่ในอุตสาหกรรมสื่อสารไร้สายมานาน 30 ปี วิเคราะห์ถึงเมกะเทรนด์ที่จะมีอิทธิพลต่อโลกสื่อสารในช่วงปีนี้ว่า มีด้วยกัน 10 เทรนด์

เริ่มจากเทรนด์แรกที่มองเห็นก็คือ ความคาดหวังของผู้ใช้บริการจะถูกตอบรับผ่านสินค้าและบริการที่บริษัทผู้ผลิตและเจ้าของคอนเทนต์ในรูปแบบของประสบการณ์ที่สร้างสรรค์ขึ้นมา จะเห็นได้จากการใช้สินค้าของค่าย 'แอปเปิล' ไม่ว่าจะเป็นไอแพด ไอโฟน จะได้ประสบการณ์ใช้งานที่ง่ายผ่านผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมที่ส่งเสริมให้ชีวิตง่ายขึ้น ขณะที่ 'กูเกิล' ก็จะได้ประสบการณ์เข้าถึงข้อมูลที่หลากหลาย ถ้าเป็น 'เฟซบุ๊ก' จะได้ประสบการณ์ในเรื่องคอมมูนิตี้ ผ่านบุคคลที่เชื่อถือได้ และ 'อเมซอน' ก็จะทำให้เกิดประสบการณ์ซื้อหาของได้แทบทุกชนิดบนโลก

เทรนด์ที่สอง คือ การแข่งขันของผู้ให้บริการที่คัดสรรสิ่งที่ผู้บริโภคสนใจ โดยเป็นความร่วมมือกับพันธมิตรแทนที่จะทำด้วยตนเองเพื่อขยายฐานลูกค้าไปในตัว โดยแบ่งสิ่งที่ผู้ใช้สนใจออกเป็น 4 กลุ่มหลักๆ คือ ผู้ให้บริการบนอินเทอร์เน็ต ผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ ผู้ผลิตคอนเทนต์และแอปพลิเคชัน สุดท้าย คือ ผู้ผลิตอุปกรณ์พกพาทั้งหลาย โดยรูปแบบของความร่วมมือจะมีความหลากหลาย อย่างกรณีของ 'สไกป์' ในฝั่งผู้ให้บริการบนอินเทอร์เน็ตที่จับมือกับเฟซบุ๊ก ในกลุ่มเครือข่ายสังคมเพื่อให้บริการสื่อสาร หรือ 'Zynga' ที่เป็นผู้คิดค้นคอนเทนต์ก็ใช้เฟซบุ๊กในการสร้างรายได้ และ 'Netflix' ที่เข้าไปร่วมกับ 'โซนี' ในการให้บริการภาพยนตร์ออนไลน์ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อดูดเงินในกระเป๋าของผู้บริโภค

เทรนด์ที่สาม เครือข่ายสังคมออนไลน์กระตุ้นให้เกิดการติดต่อสื่อสาร จากสถิติของ 'คอมสกอร์' ระบุว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 82% ใช้งานโซเชียลมีเดีย โดยมีการบันทึกว่าภายใน 1 วินาทีมีการ 'ทวีต' ข้อความถึง 8,868 ครั้ง โดยมีสถิติที่น่าสนใจอีกคือ ผู้คนในโลกออนไลน์ที่มีอายุราว 15-24 ปี ใช้เวลาในโลกโซเชียลมีเดียมากขึ้น 34% ขณะที่ใช้อีเมลลดลง 22% และใช้งานสนทนาแบบทันทีทันใดลดลงกว่า 44%

สิ่งที่จะเข้ามากระตุ้นผู้บริโภคหลักๆ หนีไม่พ้น การโพสต์ข้อความหรือสินค้าใดๆ ในเฟซบุ๊กและได้รับการยอมรับ (Like) จำนวนมาก ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็สามารถเข้าไปค้นหาคอนเทนต์ใหม่ๆ ผ่าน ยูทูปได้ตลอดเวลา มีช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่านโลกออนไลน์มากขึ้น รวมถึงบริการหลังการขายต่างๆ ที่เชื่อมต่อเข้าสู่โลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก

เทรนด์ที่สี่ ผู้บริโภคเริ่มยอมรับอุปกรณ์พกพาที่เชื่อมโยงเข้าหากัน เห็นได้จากการเติบโตของแท็บเล็ตสูงถึง 256% จำนวนเครื่องเล่นเกมอย่าง Xbox 360 ที่ขายไปมากกว่า 57 ล้านเครื่อง และทีวีที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้กว่า 60 ล้านเครื่อง ทำให้เกิดระบบนิเวศน์ในการสื่อสารในวงกว้างขึ้น

เทรนด์ที่ห้า ความต้องการเข้าถึงข้อมูลที่เพิ่มขึ้น เมื่อผู้บริโภคต่างมีอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อไปยังโลกออนไลน์ได้ ส่งผลให้อัตราการเข้าถึงข้อมูลก็เพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน โดยคาดว่า จากปี 2554 ไปถึงปี 2558 จะมีค่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยของข้อมูลต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 102%

เทรนด์ที่หก ความต้องการบรอดแบนด์จะเป็นแรงขับเคลื่อนขนาดใหญ่ โดยเทคโนโลยีสำคัญที่จะเข้ามาตอบสนองคงหนีไม่พ้น LTE หรือ 4G ที่มีกว่า 285 ประเทศทดลองใช้แล้ว ระบบไฟเบอร์ออปติกที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง บนปัจจัยที่สำคัญ ก็คือ การสนับสนุนจากภาครัฐ

เทรนด์ที่เจ็ด อุตสาหกรรมมองหาบริการที่กำลังเติบโต ปัจจุบันการให้บริการเครือข่ายไร้สายถือเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุด แต่เชื่อว่า ในอนาคตการให้บริการเคเบิลและดาวเทียมจะมีอัตราการเติบโตด้านดาต้าที่สูงที่สุด เนื่องจากมีเหล่าผู้ผลิตคอนเทนต์ขนาดใหญ่พร้อมที่จะเข้าไปทำตลาดเมื่อระบบการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอยู่ในจุดที่เสถียร

เทรนด์ที่แปด สงครามถัดไปจะอยู่ในโทรทัศน์ เมื่อตลาดอุปกรณ์เคลื่อนที่ถึงจุดอิ่มตัว ตลาดต่อไปที่มีศักยภาพคงหนีไม่พ้นโทรทัศน์ เนื่องจากผู้ให้บริการทั้งในส่วนของผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ ผู้สร้างคอนเทนต์ ผู้ให้บริการเครือข่ายสังคม ต่างสามารถเข้ามาให้บริการเหล่านี้บนโทรทัศน์ได้ทันที ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคว่าต้องการรับสารประเภทใด

เทรนด์ที่เก้า ระบบชำระเงินผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งแอมด็อคส์เชื่อว่า ในปี 2558 จะเกิดทรานเซ็กชันผ่านโมบายเปย์เมนต์มากกว่า 349 ล้านครั้ง คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.49 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเทคโนโลยีสำคัญคงหนีไม่พ้น NFC ที่เชื่อมต่อไปยังผู้ให้บริการและระบบการจ่ายเงินที่ได้รับการยอมรับ

สุดท้ายคือ ผู้ให้บริการเครือข่ายจะพยามสร้างจุดต่างสำหรับผู้บริโภค โดยแบ่งเป็นในแง่ของประสบการณ์ผู้บริโภคที่เน้นเจาะเข้าไปถึงพฤติกรรมการใช้งาน และในส่วนของเครือข่ายก็ต้องพัฒนาให้มีคุณภาพ พร้อมกับคิดค้นบริการใหม่ๆ ออกมาให้ผู้บริโภคได้เลือกใช้

'เออร์วานน์ โธมัสเซน' ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมด็อคส์ เอเชีย แปซิฟิก กล่าวถึงมุมมองพฤติกรรมผู้บริโภคใน 10 ปีข้างหน้าหรือปี 2022 ว่า อุปกรณ์ทุกอย่างจะสามารถเชื่อมต่อเข้าหากันได้หมด จากเดิมที่ใช้การป้อนข้อมูลผ่านแป้นพิมพ์ (คีย์บอร์ด) แต่ในอนาคตจะเป็นการใช้ 'เซนเซอร์' และ 'มาตรวัด' แทน ขณะเดียวกันผู้คนก็จะมีอายุยืนมากขึ้นจากเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์ที่ก้าวไปพร้อมกับโลกสื่อสาร

เออร์วานน์ ยกตัวอย่างว่า อนาคตกำแพงภายในบ้านจะไม่ได้เป็นแค่กำแพงแต่จะเป็นจอภาพอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ที่สามารถใช้ในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต เพื่อตรวจเช็กตารางนัดหมาย สภาพอากาศ ค้นหาสถานที่จากแผนที่ ระบุพิกัดบุคคลในครอบครัว ช่วยให้ติดต่อสื่อสารกันได้ตลอดเวลา

ในส่วนของการทำงาน สามารถร่วมงานกับเพื่อนร่วมงานได้เสมือนอยู่ในห้องทำงานเดียวกัน หรือแม้แต่เวลาประชุมก็สามารถใช้งานวิดีโอคอนเฟอเรนซ์แบบเห็นตัวตน ช่วยให้สามารถประชุมกับบุคคลที่อยู่ในทุกมุมโลกได้ทันที

จุดสุดท้ายที่น่าสนใจคือด้านการแพทย์ เมื่อการติดต่อสื่อสารก้าวหน้ามากขึ้นทำให้คนไข้ สามารถได้รับการรักษาจากหมอที่เก่งในแต่ละด้าน แม้ว่าจะอยู่คนละมุมโลกกัน เพราะข้อมูลคนไข้ ประวัติการรักษา ผลฟิลม์เอ็กซเรย์ ก็สามารถส่งข้อมูลผ่านออนไลน์ ไปให้ได้

สิ่งเหล่านี้เป็นเทรนด์ทั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้ และในอนาคตข้างหน้า เทคโนโลยีกำลังกำหนดไลฟ์สไตล์ และพฤติกรรมของผู้บริโภค อยู่ที่เราจะเลือกใช้และรับมือกับมันอย่างไรเพื่อให้ไม่ต้องตกเป็นทาสเทคโนโลยีเหล่านั้น โดยไม่จำเป็นและไม่ใช่เป็นการบริโภคโดยฟุ่มเฟือยเกินพอ

แหล่งที่มา. ขอขอบคุณ หนังสื่อพิมพ์ ผู้จัดการ online โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 กุมภาพันธ์ 2555

โอกาส การบริหารฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก


ตลาดธุรกิจกีฬาแนวใหม่ ( การบริหารธุรกิจกีฬา )
 โดย อ.พีรศักดิ์ วิลัยรัตน์


โลกธุรกิจวิ่งตามกระแสโลกาภิวัตน์และสังยุคใหม่ ค่านิยมของคนเปลี่ยนไป เป็นสังคมวัตถุนิยม (Materialism) และบริโภคนิยม (Consumerism)

ในเรื่อง การตลาด ก็รุนแรงตามไปด้วย ธุรกิจที่สามารถปรับตัวเปลี่ยนแปลงให้ทันกับกระแส พร้อมกลยุทธ์ที่โดนใจ ย่อมนำพาธุรกิจให้อยู่รอดในวงการอย่างแน่นอน
วิวัฒนาการในการเกิดขึ้นของ “ตลาด” พอลำดับได้ดังนี้
• เดิมคนเรา ต้องการ “ปัจจัย 4” ตามธรรมชาติ
• เริ่มเป็นการผลิตแบบง่ายๆ (เริ่มมีการแบ่งงานกันทำ)
• เป็นแบบ Barter System ( เป็นการนำสินค้า กับสินค้ามาแลกเปลี่ยนกัน )
• เกิดเป็น Money System ( คือการใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า )
• เกิดเป็น “ตลาด” ( Market ) 
ตลาด เกิดจากส่วนประกอบของ
1. ความจำเป็น (Needs)
2. ความต้องการ ( Wants)
3. ความปรารถนา (Wish) ที่จะซื้อ มีเงินซื้อ และมีอำนาจที่จะซื้อ

ทั้ง 3 องค์ประกอบ ก่อให้เกิด อุปสงค์ ( Demands ) : ความต้องการ
ความต้องการสินค้า อยู่บนหลักบนพื้นฐานของความจำเป็น (Need) และความต้องการ(Wants) แต่ในปัจจุบันการต้องการสินค้าของคนเรา ถูกโน้มนาวด้วยกลยุทธ์ทางการตลาด
เดิมกีฬาหมายถึง การเล่นเพื่อความแข็งแรงของร่างกายหรือเพื่อความสนุกสนาน เพลิดเพลิน แต่ในปัจุบันเราเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย เพราะเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายอย่างแท้จริง เช่น ผู้ที่มีสุขภาพไม่ดี แพทย์มักแนะนำให้ออกกำลังกาย อย่างน้อยวันละ 30 นาที หรือผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้แพทย์ก็แนะนำให้ออกกำลังกายโดยการวิ่งเหยาะๆ (Jogging) แต่ไม่ให้ถึงกับหักโหม หลังจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มีการพบว่าผู้ป่วยหรือผู้ที่สุขภาพไม่แข็งแรง กลับมีสุขภาพดีขึ้น

ในทุกวันนี้การได้ออกกำลังกาย หลายคนถือว่าเป็นเรื่องจำเป็น การได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย วันละ 30 – 60 นาที ทำให้คนเราห่างไกลจากการเป็นหวัด หรือโรคทางระบบหายใจได้ เพราะร่างกายที่แข็งแรง เราจึงมีภูมิต้านทานโรค การได้ออกกำลังกายช่วยให้ระบบหายใจของคนเราดีขึ้น

ธุรกิจกีฬายุคใหม่ได้ดึงหลักการตลาด ที่ว่าด้วย ความจำเป็น (Needs) เข้ามาช่วยในการทำตลาดอย่างเห็นได้ชัด หลายคนมองเห็นความสำคัญของการออกกำลังกาย สถานที่สำหรับการออกกำลังกาย กลายเป็นธุรกิจอย่างเติมรูปแบบ Fitness เป็นสถานที่ออกกำลังกาย ที่สะดวกและหลายคนเลือกเป็นอันดับต้นๆ พร้อมหรือมีเวลาเมื่อใดก็เข้าไปใช้บริการได้เลย ความสะดวกและทันสมัยของอุปกรณ์การออกกำลังกายก็มีอย่างมากมาย ,มีเจ้าหน้าที่ ที่คอยให้คำแนะนำในการออกกำลังกายที่ถูกต้อง คอยแนะนำการใช้อุปกรณ์การออกกำลังกายที่ถูกต้อง

ธุรกิจการเช่าสนามฟุตบอล ประเภท ฟุตซอล (FUTSAL) มีให้เห็นอย่างมากมาย การทำธุรกิจกีฬาประเภทศูนย์สุขภาพและศูนย์กีฬา (Health Club &Sport Club) ประเภทครบวงจร พบเห็นได้ในแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ เช่น ในหมู่บ้านจัดสรร หรือคอนโดมิเนียม ฯลฯ

เมื่อมี ความต้องการ (Wants) ปริมาณสินค้า (สถานที่ออกกำลังกาย ที่ทำเป็นเชิงธุรกิจ ) ก็จะมีมากตามไปด้วย กีฬาไม่ได้เป็นเรื่องของการออกกำลังกายเพื่อพลานามัยแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว ตัวของมันเองแปรเปลี่ยนไปเป็นสินค้า กระบวนการ ก็แปรเปลี่ยนให้กีฬาเป็นสินค้าด้วยตัวของมันเองอย่างสมบูรณ์

แล้วในเรื่องของ ความปรารถนา (Wish) ที่จะซื้อ มีเงินซื้อ และมีอำนาจที่จะซื้อ ล่ะ
โลกสังยุคใหม่ ค่านิยมของคนเปลี่ยนไป เป็นสังคมวัตถุนิยม (Materialism) และบริโภคนิยม (Consumerism) การเล่นกีฬากลายเป็นแฟชั่น เป็นกระแสนิยม การเล่นกีฬาแล้วได้แต่งตัวสวยๆเป็นความภูมิใจ เช่น การแต่งกายด้วยชุดกีฬาสวย ๆ เพื่อออกไปเต้นแอร์โรบิค พบเห็นได้ในยามเย็นในแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ หรือการเล่นเทกวนโด่ตามกระแสของนักกีฬาฮีโร่ที่ประสบความสำเร็จในกีฬาโอลิปปิก แต่ความปรารถนา ในข้อนี้ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัย ที่เรียกว่า "เงิน" ที่เป็นอำนาจซื้อ ที่เป็นตัวสนับสนุนของแต่ละบุคคลด้วย

ธุรกิจกีฬาในประเทศไทย
(Sport Business in Thailand)
• อุปกรณ์กีฬา (Sport equipment)
• Sport คลับ (Sport clubs, Polo clubs,SPA)
• สนามไดร์วกอล์ฟ (Driving length)
• ศูนย์เรียนรู้ด้านกีฬา (Sport Academies)
• Fitness Club
• Sport Event
• สนามเช่า (Facilities Leasing)
• การท่องเที่ยวกีฬา (Sport tourism)
• กีฬาต่างๆที่เริ่มเป็นกีฬาอาชีพ เช่น ฟุตบอล ,เท็นนิส ฯลฯ
• โฆษณากับการกีฬา (Sport Promotion)
- หนังสือกีฬา,หนังสือพิมพ์ต่างๆ
- วิทยุ , TV
- สื่อต่างๆ
• Internet Website and Mobile Phone
• ฯลฯ



กลยุทธ์การสร้างความเป็นเลิศทางการตลาด


กลยุทธ์การสร้างความเป็นเลิศทางการตลาด
 ตามแบบฉบับ Kotler on Marketing



* ทำเป็นคนแรก * ทำเร็ว * ทำถูก

# คิดเป็นทำเป็น # ทำให้ถูกตั้งแต่แรก # ทำให้ถูกทุก ๆ ครั้งไป

% คิดเป็นทำเป็น % คิดใหม่ ทำใหม่ % World Class


การตลาด คือ ศิลปะของการค้นหา พัฒนา และแสวงหากำไร จากโอกาสที่เปิดรออยู่
Kotler แนะนำให้หาหนทางเพื่อเข้าถึงโอกาส และชี้ให้เห็นแนวทาง 

ปฎิบัติด้านการตลาด ที่จะทำให้ประสบชัยชนะในทางธุรกิจ (หนทางสู่ชัยชนะ) ดังนี้
1. ชนะด้วยการมีคุณภาพที่เหนือกว่า
2. ชนะด้วยบริการที่เหนือกว่า
3. ชนะด้วยราคาที่ตำกว่า
4. ชนะด้วยการปรับตัวให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง
5. ชนะด้วยการรู้จักปรับปรุงผลิตภัณฑ์ของตนอย่างต่อเนื่อง
6. ชนะด้วยการสร้างนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์
7. ชนะด้วยการตอบสนองเกินความคาดหวังของลูกค้า
8. ชนะด้วยการเข้าสู่ตลาด ที่มีอัตราการเติบโตที่สูง

สรุป อีกทั้งต้องรู้จัก การตลาดเชิงรุก ผสมผสานการ Creative Marketing
*Creative Marketing คือ...

การคิดสร้างสรร (Creative) + รสนิยมที่ดี (Good Test)


นักบริหารกับความสำเร็จ



ผู้บริหารจะต้อง จะต้องนำความสำเร็จ 3 สิ่งนี้มาสู่องค์กร คือ.
1. นำคนได้
2. นำการเปลี่ยนแปลงสู่องค์กรได้
3. สยบปัญหาได้
การบริหารเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์
การบริหาร เป็นสาขาวิชาที่มีการจัดการระเบียบอย่างเป็นระบบ คือมีหลักเกณฑ์และทฤษฎีที่พึงเชื่อถือได้ อันเกิดจาการค้นคว้าเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อประโยชน์ในการบริหาร

โดยลักษณะนี้ การบริหารจึงเป็นศาสตร์ (Science) เป็นศาสตร์สังคม ซึ่งอยู่กลุ่มเดียวกับวิชาจิตวิทยา สังคมวิทยา และรัฐศาสตร์ แต่ถ้าพิจารณาการบริหารในลักษณะของการปฏิบัติที่ต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์และทักษะของผู้บริหารแต่ละคน ที่จะ ทำงานให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งเป็นการประยุกต์เอาความรู้ หลักการและทฤษฎีไปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และสิ่งแวดล้อม การบริหารก็จะมีลักษณะเป็นศิลป์ (Arts)
การบริหาร หมายถึง ศิลปะในการทำให้สิ่งต่าง ๆ ได้รับการกระทำจนเป็น ผลสำเร็จ กล่าวคือ ผู้บริหารไม่ใช้เป็นผู้ปฏิบัติ แต่เป็นผู้ใช้ศิลปะทำให้ผู้ปฏิบัติทำงานจนสำเร็จตามจุดมุ่งหมายที่ผู้บริหารตัดสินใจเลือกแล้ว

หลักการมีส่วนร่วม ความหมาย หลักการมีส่วนร่วม หรือ การบริหารแบบมีส่วนร่วม เป็นการจูงใจให้ผู้ร่วมปฏิบัติงานในองค์การได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ความรับผิดชอบ และร่วมมือใน องค์พัฒนาปฏิบัติด้วยความเต็มใจ

หลักการสร้างทีมงาน ทีมงาน หมายถึง กลุ่มคนที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน อาจกล่าวโดยสรุป ทีม คือ กลุ่มของบุคคลทีมีการเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่แน่นอน

การสร้างทีมงานในหน่วยงาน หมายถึง การปรับความสัมพันธ์ต่าง ๆ ในการทำงานให้ดีขึ้น ซึ่งความสัมพันธ์เหล่านี้จะมีผลโดยตรงต่อการทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมาย

ความสำเร็จของผู้บริหาร
ผู้บริหารที่ดีต้องพยายามเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ และต้องสนใจปรับปรุงพัฒนาทักษะในการจัดการเกี่ยวกับบุคลากรให้มีประสิทธิภาพ

ความสำเร็จของผู้บริหาร ก็คือ ความสามารถทำให้ผู้ร่วมงานได้รับการตอบสนองในสิ่งที่ต้องการและมีความพึงพอใจในงานที่ปฏิบัติหากผู้บริหารเข้าถึงจิตใจและมีเทคนิคการตอบสนองในแต่ละสถานการณ์ แต่ละกลุ่มและแต่ละบุคคล ก็จะเป็นการประสานจิตประสานใจให้บุคลากรภักดี และให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ มีความสามารถในการสร้างบรรยากาศการบริหารให้เกิดแรงจูงใจให้บุคลากรเข้ามาร่วมทำงานโดยมีความพึงพอใจในผลงานที่ปฏิบัติจะทำให้งานเป็นไปอย่างมีคุณภาพ บรรลุสัมฤทธิผลตามที่พึงปรารถนาได้การสร้างบรรยากาศการบริหาร เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานมีความพึงพอใจ มีความสุขในการทำงาน มีความรู้สึกอบอุ่นเมื่ออยู่ในที่ทำงาน จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก บรรยากาศการบริหารจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น รูปแบบโครงสร้างการบริหาร กระบวนการบริหาร การใช้เทคนิควิธี การจัดสภาพแวดล้อม การมีมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารตามสถานการณ์ที่เหมาะสม การมอบหมายงาน การกำกับ ดูแล ติดตามและประเมินผล ซึ่งมีผลต่อการปฏิบัติงานของบุคลากร ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานมีความสำคัญอย่างมากต่อผลงานที่ปรากฏ เพราะงานใดก็ตามถ้าผู้ปฏิบัติงานมีความพึงพอใจในงานที่กระทำอยู่ก็จะนำไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ทั้งจะก่อให้เกิดความกระตือรือร้นที่จะทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ผลการปฏิบัติงานจะขึ้นอยู่กับปัจจัยสามอย่าง ได้แก่ ความสามารถ สภาพแวดล้อม และแรงจูงใจ ถ้าบุคคลมีความสามารถที่จำเป็นได้รับการสนับสนุนจากสภาพแวดล้อมขององค์การและจูงใจอย่างเพียงพอแล้ว พวกเขาย่อมมีโอกาสดีที่สุดที่จะบรรลุเป้าหมายได้

ดังนั้นจะเห็นว่าการสร้างบรรยากาศการบริหารที่ดีและการสร้างความพึงพอใจให้เกิดขึ้นแก่บุคลากรทุกฝ่ายทุกคนในโรงเรียน จึงมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติงานอันจะส่งผลให้เกิดคุณภาพทางการศึกษา ที่จะช่วยนำโรงเรียนไปสู่ความเป็นเลิศได้

บทบาทและสมรรถภาพของ ผู้บริหารมืออาชีพ 
1. เป็นผู้กำหนดทิศทางการบริหาร (Direction Setter ) เช่น รู้เทคนิคต่าง ๆ ของการบริหาร PPBS, MBO , QCC ,MIS , SWOT ,PERT ,QCC เป็นต้น
2. มีความสามารถกระตุ้นคน (Leader Catalyst)
3. ต้องเป็นนักวางแผน (Planner)
4. ต้องเป็นผู้มีความสามารถในการตัดสินใจ (Decision Maker)
5. ต้องมีความสามารถในการจัดองค์การ (Oraganizer)
6. ต้องเป็นผู้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง (Change Manager)
7. ต้องเป็นผู้ให้ความร่วมมือ (Coordinator)
8. ต้องเป็นผู้ติดต่อสื่อสารที่ดี(Communicatior)
9. ต้องเป็นผู้แก้ปัญหาขัดแย้งในองค์การได้ (Conflict Manager)
10. ต้องสามารถบริหารปัญหาต่าง ๆ ได้(Preblem Manager)
11. ต้องรู้จักวิเคราะห์และจัดระบบงาน (System Manager)
12. ต้องมีความสามารถในด้านวิชาการทั้งการเรียนและการสอน (Instructional Manager)
13. ต้องมีความสามรถในการบริหารบุคคล (Personnel Managr)
14. ต้องมีความสามารถในการบริหารทรัพยากร (Resource Manager)
15. ต้องมีความสามารถในการประเมินผลงาน (Appraiser)
16. ต้องมีความสามารถในการประชาสัมพันธ์ (Public Relator)
17. ต้องสามารถเป็นผู้นำในสังคมได้ (Ceremonial Head) 

การคิด เชิงกลยุทธ์ คืออะไร ?...



การคิด เชิงกลยุทธ์ คืออะไร ?... 


การคิด เชิงกลยุทธ์เป็นการ คิดที่ว่า ผู้อื่นคิดอย่างไร แล้วเราจะต้องคิดนำหน้าเขาไปให้ได้อีกหนึ่งก้าวเสมอ นี้คือ การคิดในการจัดการเชิงกลยุทธ์

หากเรารู้จัก คิด จัดการเชิงกลยุทธ์ มันจะมีผลดี ต่อเราอย่างไรบ้าง... ?
• ทำให้เรารู้และมีทิศทางของตนเอง มีวิสัยทัศน์ มีวัตถุประสงค์ อย่างเป็นระบบ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
• เกิดการได้เปรียบทางการแข่งขันในเชิงธุรกิจ ( รู้เขารู้เรา ) เป็นการได้เปรียบในลักษณะเชิงป้องปราม เป็นการสร้างสรรค์และประยุกต์สิ่งใหม่ที่ดีสำหรับองค์กร


การจัดการเชิงกลยุทธ์ สำหรับในทางธุรกิจ ผู้เป็นเจ้าของธุรกิจ หรือ CEO ต้อง คิด และ หา เครื่องมือ มาทำการวิเคราะห์ธุรกิจของตนเอง เพื่อเลือกหนทางที่ดีที่สุด ที่จะเป็นแนวทางบริหารและกำหนดทิศทางของธุรกิจตน โดยอาจจะใช้
หลักการ SWOT วิเคราะห์สถานการณ์ทั้งสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกของธุรกิจเข้าช่วยจัดการ
• การวิเคราะห์จุดแข็งขององค์กรธุรกิจ (Strength – S)
• การวิเคราะห์จุดอ่อนขององค์กรธุรกิจ (Weakness – W)
• การวิเคราะห์โอกาสที่องค์กรธุรกิจอาจได้รับ (Opportunity – O)
• การวิเคราะห์อุปสรรค,วิกฤต,ภัยคุกคามที่องค์กรธุรกิจกำลังเผชิญอยู่ (Threat –T)

หรืออาจจะใช้การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (General Environment) PEST Environment เป็นแบบในการวิเคราะห์พิจารณาธุรกิจ
• วิเคราะห์สภาพแวดล้อมด้านการเมือง (Political – P)
• วิเคราะห์สภาพแวดล้อมด้านเศรษฐกิจ (Economic – E)
• วิเคราะห์สภาพแวดล้อมด้านสังคม (Social – S)
• วิเคราะห์สภาพแวดล้อมด้านเทคโนโลยี (Technology – T)

หรืออาจจะใช้ตัวแบบการวิเคราะห์สภาพการแข่งขัน ที่ชื่อว่า Five Force Model ของ Micchael E. Poter เป็นตัวช่วยวิเคราะห์วงการธุรกิจ ที่องค์กรดำรงก็ได้
• การวิเคราะห์คู่แข่งที่เข้ามาใหม่ (New Entrance)
• การวิเคราะห์ผู้ซื้อ (Buyer)
• การวิเคราะห์ผู้จัดส่งวัตถุดิบ (Supplier)
• การวิเคราะห์สินค้าทดแทน (Substitute)
• การวิเคราะห์คู่แข่ง (Rival)

ทั้ง SWOT , PEST Environment , และ Five Force Model เป็นเครื่องมือที่ผู้บริหาร คิด ที่จะนำมาเป็นแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจของตน
ผลจากการวิเคาระห์ออกเป็นอย่างมาอย่างไร ก็ประเมินเพื่อเลือกทางเดินที่ดีที่สุด เพื่อเป็นแนวทางเดินทางปฏิบัติของธุรกิจของตนต่อไป
แล้วแนวทางการปฏิบัติของการจัดการเชิงกลยุทธ์ล่ะ ! เป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ เป็นไปตามแผนการที่วางไว้หรือไม่ ถ้าไม่...?...จะทำอย่างไร ?

คราวนี้ลองมาฟังแนวทางของ “ซุนวู” ดูบ้าง โหดดีครับ...
แล้วเราจะรู้ว่า ทหาร ทำไมผู้บังคับบัญชา จึงสั่งหันซ้ายหันขวาได้
ซูนวู เป็นนักการทหารและนักปกครองของจีน ในสมัยของ พระเจ้าเฮอหลู เมื่อซุนวูได้นำตาราพิชัยสงครามที่เขียนขึ้น ทั้ง 13 บทถวายต่อพระเจ้า
เฮอหลู พระเจ้าเฮอหลูได้กล่าวกับซุนวูดังนี้


“ตำราพิชัยสงครามของท่าน 13 บท ข้าฯได้อ่านจบเรียบร้อยแล้ว แต่ท่านจะทดลองปฏิบัติ และแปรขบวนการรบให้ข้าฯดูเป็นขวัญตาจะได้หรือไม่ แล้วการทดลองนี้จะใช้กับอิสตรีจะเป็นไปได้หรือไม่ ?”
ซุนวูตอบว่า “ได้”
พระเข้าเฮอหลู ได้นำนางสนม รวม 108 คนมาให้ซุนวูทำการทดสอบแปรขบวนการรบ ซุนวูได้แบ่งนางสนมออกเป็นทหารหญิง 2 หน่วย และให้ นางสนมเอกคนโปรดของพระเจ้าเฮอหลู 2 คนทำหน้าที่เป็นหัวหน้าหน่วย โดยให้ทุกคนถืออาวุธและเข้าแถวประจำหน้าที่ แล้วซุนวูก็ได้ออกคำสั่งว่า
“ท่านทั้งหลายทราบดีแล้วหรือยังว่า หลังหัน หน้าหัน ซ้ายหัน ขวาหัน เป็นอย่างไร”
ทหารหญิงทั้งหลายได้ยิน ก็ตอบพร้อมเพียงกันว่า
“ทราบดีแล้ว”
เมื่อสักซ้อมกำหนดเครื่องหมาย และประกาศให้ทุกคนทราบถึงระเบียบวินัยทางทหารแล้ว ซุนวูก็นำขวานอาญาสิทธิ์มาตั้งเรียงรายต่อหน้าทหารหญิง และประกาศอาญาสิทธิ์ในการลงโทษตามวินัยของทหาร จนทุกคนทราบดีแล้ว ก็ลั่นกลองรบ ให้ทหารหญิงทุกคนเคลื่อนย้ายแปรขบวนไปทางขวา ทางซ้าย ทหารหญิงทั้งหลายก็พากันหัวเราะกิ๊กกั๊กด้วยความสนุกสนาน ซุนซูจึงกล่าวว่า
“การกำหนดคำสั่งยังไม่แจ่มชัด ระเบียบวินัยทหารยังไม่เข้าใจกันดี ย่อมเป็นความผิดของผู้เป็นแม่ทัพ”
แล้วซุนวูก็ให้สัญญาณลั่นกลอง และออกคำสั่งต่อไป โดยให้ทหารหญิงเคลื่อนไปทางซ้าย และทางขวา เหล่าทหารหญิงก็ต่างหัวเราะและสนุกสนานกันยกใหญ่ ซุนวูจึงกล่าวขึ้นว่า
“การกำหนดคำสั่งยังไม่แจ่มชัด ระเบียบและวินัยทหารยังไม่เข้าใจดี ย่อมเป็นความผิดของแม่ทัพ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อได้มีการซักซ้อมและอธิบายหลายครั้งแล้ว ก็ยังไม่อาจรักษาระเบียบวินัยได้ ย่อมถือว่าเป็นความผิดของทหาร”
ซุนวู จึงสั่งให้นำทหารที่เป็นหัวหน้าหน่วยซึ่งเป็นสนมเอกของพระเจ้าเฮอหลู ไปประหารชีวิต (ตัดหัว) พระเจ้าเฮอหลูเห็นซุนวูทำเช่นนั้นก็ตกใจเป็นอย่างมาก รีบลงมาจากพลับพลาที่ประทับและร้องขอชีวิตนางสนมทั้ง 2
ซุนวูจึงกล่าวตอบไปว่า
“เมื่อข้าพเจ้าได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพ อาญาสิทธิ์ในการคุมกองทัพย่อมอยู่ที่ข้าพเจ้า ซึ่งราชโองการของพระประมุขย่อมไม่อาจจะมาลบล้างได้”
ในที่สุดซุนวูก็ได้ให้ทหารนำนางสนมที่เป็นทหารหญิง ไปประหารชีวิตต่อหน้าทหารหญิงทั้งหมด ครั้นแล้วก็ให้นางสนมที่ยื่นถัดไปขึ้นมาเป็นหัวหน้าหน่วยแทนผู้ถูกประหารชีวิต แล้วก็เริ่มให้สัญาณและลั่นกลองรบต่อไป คราวนี้จะให้ทหารหญิง หันซ้าย หันขวา หันหน้า หันหลัง ลุกนั่ง ทหารหญิงก็จะปฏิบัติอย่างพร้อมเพียงตามคำสั่ง ไม่มีใครกล้าออกเสียง หรือหัวเราะอีกเลย
ซุนวูจึงรายงานพระเจ้าเฮอหลูว่า
“บัดนี้ ทหารได้รับการฝึกซ้อมที่ถูกต้องตามกระบวนการรบเรียบร้อยแล้ว จึงขอให้พระองค์ลงมาชมได้ และไม่ว่าพระองค์จะมีพระประสงค์ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ ที่ไหน อย่างไรก็ได้ทั้งนั้น แม้แต่จะลุยไฟ ฝ่าคมดาบ ทหารหญิงเหล่านี้ก็ไม่มีความย่นระย่อกลัวความตายแม้แต่น้อย”
พระเจ้าเฮอหลูทรงตรัสว่า
“ข้าไม่ต้องการที่จะลงไปชมแล้ว ท่านกลับไปพักผ่อนได้”
ซุนวูจึงกล่าวต่อไปว่า
“พระองค์ทรงชอบแต่สำนวนในตำราพิชัยสงคราม แต่แท้ที่จริงพระองค์ยังเข้าไม่ถึง หลักการของกลยุทธและยุทธศาสตร์ เลย”

สรุป ทั้ง SWOT , PEST Environment , และ Five Force Model ก็เปรียบได้กับตำราพิชัยสงคราม แต่ละบท (กลยุทธแต่ละบทที่ใช้ในการทำสงคราม) แม่ทัพ ก็คือ CEO ( CEO ย่อมาจากคำเต็มว่า Chief Executive Officer หรือผู้บริหารสูงสุดขององค์กร ) คำสั่งก็คือแนวทางปฏิบัติที่ต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน หากท่านเป็นหัวหน้าแล้วสั่งการ สั่งงานไป ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามคำสั่ง ท่านจะทำเช่นไร ? ก็คงต้องเชือดไก่ให้ลิงดูแล้วในยุคนี้.... ( โหดเหมือนกันนี้ครับ ! )